< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท

ข่าว ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ เอดส์

งานวิจัยพบ การให้ยาต้านไวรัสก่อนได้รับเชื้อเอชไอวี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

 

 

งานวิจัยพบ การให้ยาต้านไวรัสก่อนได้รับเชื้อเอชไอวี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ (โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ)

         
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยในประเทศอื่นๆ อีก ๖ ประเทศ ร่วมกันศึกษาวิจัยการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี แนวทางใหม่ ภายใต้โครงการ iPrEx เป็นเวลากว่า ๒ ปี ซึ่งผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ที่ได้รับยาต้านไวรัสวันละ ๑ เม็ด ซึ่งเป็นยาต้านฯ ที่ใช้สำหรับรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว ช่วยลดการติดเชื้อฯ ให้ต่ำกว่ากลุ่มคนที่ได้รับยาเลียนแบบ หรือยาที่ไม่มีตัวยาอยู่จริง ประมาณร้อยละ ๔๓.๘ แม้ว่าอาสาสมัครส่วนหนึ่งอาจไม่ได้กินยาอย่างสม่ำเสมอก็ตาม ซึ่งถือเป็นการป้องกันการติดเชื้อด้วยยาต้านไวรัสก่อนได้รับเชื้อ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในมนุษย์

          อาสาสมัครของโครงการวิจัยมีจำนวนทั้งสิ้น ๒
,๔๙๙ คน ทั้งชายที่เป็นเกย์ คนข้ามเพศที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อฯ จากประเทศบราซิล เอกวาดอร์ เปรู อัฟริกาใต้ ไทย และสหรัฐอเมริกา    

         
จากการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบด้วยว่า การกินยาล่วงหน้าก่อนการติดเชื้อฯ ในคนที่กินยาเป็นประจำสม่ำเสมอมากกว่าร้อยละ ๕๐ สามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีไปได้ที่ร้อยละ ๕๐.๒ แต่หากอาสาสมัครกินยาอย่างสม่ำเสมอมากกว่าร้อยละ ๙๐ ขึ้นไป จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลงได้ถึงร้อยละ ๗๒.๘

         
อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลว่าการกินยาต้านเพื่อการป้องกันล่วงหน้าก่อนการติดเชื้ออาจเป็นเหตุให้อาสาสมัครลดความระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยนั้น ไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นกับอาสาสมัครในโครงการวิจัยนี้ แต่อาสาสมัครทั้งในกลุ่มที่ได้รับยาจริงและยาเลียนแบบ มีความเสี่ยงด้านพฤติกรรมทางเพศลดลงและใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้นด้วย

         
นายแพทย์โรเบิร์ต แกรนท์, MD, MPH ของสถาบันแกรดสโตน มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย หัวหน้าโครงการ iPrEx กล่าวว่า โครงการ iPrEx พิสูจน์ให้เห็นว่า การกินยาต้านล่วงหน้าก่อนการได้รับเชื้อฯ มีส่วนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้มากขึ้น นอกเหนือจากวิธีการป้องกันอื่นๆ เช่น การตรวจเอชไอวี การให้คำปรึกษา การใช้ถุงยางอนามัย และการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  และการป้องกันการติดเชื้อจะได้ผลมากน้อยขึ้นอยู่กับว่ามีการใช้วิธีการป้องกันนั้นๆ เป็นประจำและสม่ำเสมอทุกครั้งหรือไม่ ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ชุมชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานของรัฐเห็นช่องทางในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ได้ในอนาคต

         
รศ. นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลของการวิจัยโครงการ iPrEx ทำให้เห็นช่องทางใหม่ๆ ที่อาจนำมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ร่วมกับวิธีการป้องกันอื่นๆ ที่ได้ใช้อยู่แล้ว และยังสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถทำงานวิจัยทดลองทางคลินิกในระดับมาตรฐานสากล ร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำในภูมิภาคอื่นของโลกได้

         
นอกจากนี้ ยังมีโครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการให้ยาล่วงหน้าเพื่อการป้องกันการติดเชื้ออีกหลายโครงการ โดยอยู่ในระหว่างดำเนินการในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง กลุ่มคู่นอนที่มีผลเลือดต่าง คือ คนหนึ่งมีผลเอชไอวีบวก อีกคนมีผลลบ และกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น โดยผลจากการศึกษาของโครงการ iPrEx ไม่สามารถคาดการณ์ผลการศึกษาของโครงการอื่นที่ทำในกลุ่มประชากรที่แตกต่างกันได้ และการศึกษาการให้ยาเพื่อป้องกันล่วงหน้าเคยถูกทำการศึกษาในสัตว์ทดลองมาก่อน และพบว่าวิธีการดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่มีลักษณะคล้ายเชื้อเอชไอวีในสัตว์ได้

         
ทั้งนี้โครงการ iPrEx ย่อมาจากภาษาสเปนว่า Iniciativa Profilaxis Preexposicion หรือ Prexposure Prophylaxis Initiativeและเป็นโครงการวิจัยที่มีการปกปิดทั้ง ๒ ฝ่ายคือ ฝ่ายอาสาสมัคร และทีมนักวิจัย โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับยาต้านไวรัสจริง และอีกกลุ่มได้รับยาเลียนแบบ

          หมายเหตุ รายละเอียดของการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์
New England Journal of Medicine หรือสนใจอ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่
http://teenpath.net/content.asp?ID=13052

 


ขอขอบคุณข้อมูล และภาพประกอบจาก

 

 

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

 

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
บทความเผยแพร่
กฏหมายเกี่ยวกับเอดส์ : กฎหมายแรงงานไทย
มุมมองของท้องถิ่นด้านโรคเอดส์
กุญแจสู่ความร่วมมือของ อปท.ด้านการป้องกันเอดส์
หน่วยงานสนับสนุน งานเอดส์
คลีนิคนิรนาม
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional