< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท

บทความเผยแพร่

กุญแจสู่ความร่วมมือของ อปท.ด้านการป้องกันเอดส์

 

กุญแจสู่ความร่วมมือของ อปท.ด้านการป้องกันเอดส์

 

โดย ภก. เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ  (สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9  พิษณุโลก)

 

          ผมจะมาถ่ายทอดประสบการณ์เรื่อง  "กุญแจสู่ความร่วมมือของ อปท.ด้านการป้องกันเอดส์ " ซึ่งผมได้ค้นพบกุญแจจากประสบการณ์การทำงาน  

 

          ผมและทีมงานได้มีโอกาสลงพื้นที่ประเมินผลการทำงานด้านเอดส์ในระดับจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง  โดยมุ่งเน้นการประเมินผลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พวกเราเลือกจังหวัด 5 จังหวัดเป้าหมาย  แล้วทำการสุ่มอย่างง่าย  ได้จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นตัวแทนของจังหวัด   จากนั้นก็หาฐานข้อมูลจาก สปสช.เขตพิษณุโลก  ว่า อปท.ใดที่ได้รับเงินสนับสนุนกองทุนสุขภาพตำบลจาก สปสช. บ้าง แล้วจึงทำการสุ่มเลือกอำเภออีก 2 อำเภอ  คืออำเภอเมือง ( สุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ) และสุ่มได้อำเภอวิชียรบุรี ( สุ่มอย่างง่าย )  เพื่อเปรียบเทียบกัน   แล้วทั้ง 2 อำเภอก็ถูกสุ่มอย่างง่ายเลือก อปท.และเทศบาลอีกครั้ง ( ดังแผนภูมิด้านล่าง )

 

          จากนั้นผมและทีมงานได้นัดหมายพร้อมลงพื้นที่ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก ( Indept  interview ) และทำ Focus Group  ผู้บริหาร อปท.เช่น นายกเทศมนตรี , นายก อบต. , ปลัด อปท. , ผู้นำชุมชน , ประธาน อสม. ฯลฯ  ใน อปท.เป้าหมายในช่วงเดือนธันวาคม 2551  ซึ่งผมได้สรุปข้อค้นพบที่ผมคิดว่าเป็นปมปัญหาการทำงานด้านเอดส์ของ อปท. อยู่ 3 ประเด็นสำคัญคือ

 

 

 

 

 

 

 

          ข้อค้นพบที่ 1การขาดข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ในหมู่บ้านและตำบล  ในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่งผลให้ไม่มีข้อมูลให้ผู้บริหารและประชาคมได้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับปัญหาของชุมชน

 

          ผู้บริหาร อปท.รู้ข้อมูลเพียงว่า  ผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี ที่มีในพื้นที่ก็คือคนที่มาขอรับเบี้ยยังชีพเท่านั้น  เพราะเขาไม่มีโอกาสจะได้รู้ข้อมูลเลยว่าในพื้นที่ของเขามีผู้ติดเชื้อเท่าไรกันแน่  ไม่เคยมีใครบอกเขาเลย  ทำประชาคมงบประมาณกองทุนสุขภาพตำบล  ประชาคมงบประมาณประจำปี อปท.เอง  เรื่องเอดส์ถูกตีตกไปทุกครั้ง  เพราะชุมชนทราบเพียงว่า “ ไม่มีผู้ป่วยเลยหรือมีก็เพียงเล็กน้อย “  ไม่เป็นปัญหาของชุมชน  ดังนั้นงบประมาณดำเนินการเรื่องเอดส์จึงแทบไม่เคยผ่านประชาคมสักครั้ง   พอทีมงานผมนำตัวเลขจำนวนผู้ป่วยที่ไปค้นมาจากระบบของโรงพยาบาล  ผู้บริหาร อปท.ทุกแห่งแทบลมจับ  เพราะแต่ละปีพื้นที่ อปท.เขาไม่เคยมีคนมารับเบี้ยยังชีพเลย  แต่กลับมีผู้ป่วยในพื้นที่ถึง 50 กว่าคนหรือเกือบ 100 คนก็มี 

 

          ลองคิดดูนะครับแค่ชุมชนรู้ว่ามีใครเป็นไข้เลือดออกสักรายสองราย  อปท.เขาก็สนับสนุนทุกอย่างทั้งงบประมาณและการพ่นหมอกควัน  เพราะเขามีความรู้ที่จัดการเพียงเท่านี้   แต่ถ้าเชิงลึกมากกว่านี้เขาก็ยังหวังพึ่งพิงทางสาธารณสุขอยู่ 

 

          แต่นี่ชุมชนไม่รู้ว่ามีจำนวนผู้ป่วยเลยสักคน  แล้วจะให้ชุมชนสนับสนุนการทำประชาคมระดมทรัพยากรชุมชนได้อย่างไร ?  เขาเหล่านั้นคิดตรงกันว่า “ โรคเอดส์ไม่ใช่ปัญหาของชุมชนเขา “ 

 

          ข้อค้นพบที่ 2การไม่กล้าเปิดเผยตัวเพื่อรับเบี้ยยังชีพของผู้ป่วยเอดส์  เพราะกลัวผลกระทบจากชุมชน  ส่งผลให้มีงบเบี้ยยังชีพเหลือจำนวนมากใน อปท. 

 

          สิ่งที่พบคือมีผู้ป่วยเอดส์ไปแสดงตนเพื่อรับเบี้ยยังชีพจำนวนน้อยรายมาก  เพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ของงบประมาณที่ อปท.ตั้งไว้เท่านั้น  และถ้าเทียบแล้วไม่ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนผู้ป่วยเอดส์ที่รับยาต้านไวรัส  ในเขตพื้นที่นั้นเสียด้วยซ้ำ....ทำไมล่ะหรือ ?

 

          ก็เพราะการที่ผู้ป่วยไปเปิดเผยตัวเองเพื่อรับเบี้ยยังชีพที่ อปท.เดือนละ 500 บาทนั้น  อาจส่งผลทำให้ชีวิตของเขา ลูกหลาน และครอบครัว  นับแต่บัดนั้นต้องเปลี่ยนแปลงไปแบบย้อนกลับไม่ได้  เขาและครอบครัวเกรงกลัวการถูกรังเกียจจากชุมชนที่อาจยังไม่เข้าใจ  เขากลัวการถูกแบ่งแยกและกีดกัน  เขากลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่ชุมชนจะรู้ความลับของเขา  เพราะคนที่ทำงานใน อปท.ก็คือลูก ๆ หลาน ๆ ของคนในชุมชนนั่นเอง  ความลับที่เคยลับก็จะถูกเปิดเผยให้รู้ทั่วกันก็คราวนี้

 

          เมื่อคิดได้อย่างนี้เขาก็เลยไม่เปิดเผยตัวไปรับเบี้ยยังชีพเสียดีกว่า  ใจก็อยากได้รับการสงเคราะห์ที่รัฐจัดให้  แต่ก็กลัวผลที่ตามมาที่คาดเดาหากต้องไปแสดงตัวต่อ อปท.เพื่อรับเบี้ยยังชีพ  ผลก็คืองบประมาณเบี้ยยังชีพแต่ละ อปท.เหลือบานเบอะ  บางแห่งแต่ละปีไม่ได้เบิกจ่ายเลยสักบาท  ทั้งที่ผู้ป่วยเอดส์ในพื้นที่มีจำนวนมากหลายสิบคน.....

 

          ข้อค้นพบที่ 3การไม่มีโครงสร้างคณะทำงานทางนิตินัยด้านโรคเอดส์ในชุมชน   ส่งผลให้การประชุมต่าง ๆ เป็นแค่พฤตินัยและประชุมรวมกับหัวข้ออื่น ๆ  ผู้นำชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เห็นสภาพปัญหาอย่างเป็นทางการของโรคเอดส์

 

          ชุมชนทุกแห่งที่ทีมงานผมทำการประเมินผล “ ไม่มีแห่งใดเลย “ ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานด้านเอดส์ของชุมชน   การทำงานปรึกษาหารือกันเรื่องเอดส์จึงเป็นแค่วาระจร  เรื่องผ่าน ๆ  รวมกับเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น  เบาหวาน  ความดัน ฯลฯ  พอถึงเรื่องเอดส์  ผู้ร่วมประชุมเลยไม่สนใจ  เพราะไม่มีข้อมูลใด ๆ ให้ที่ประชุมพิจารณา  ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี  ในชุมชนก็ไม่มี  ผู้มาขอรับเบี้ยยังชีพก็ไม่มี ก็ไม่รู้จะคุยกันไปทำไม ?

 

          ผลที่ได้รับก็คือ  ชุมชนเองก็ไม่ทราบสภาพปัญหาที่แท้จริงด้านเอดส์ของชุมชน  เมื่อไม่ทราบปัญหา  ก็คิดว่าเอดส์ไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา  นี่คือความเป็นจริงของชาวบ้าน  ปัญหาของเขาจะต้องเป็นสิ่งที่เขารับรู้และจับต้องได้เท่านั้น 

 

          และสิ่งที่ผมต้องกลับมานั่งคิดคือคำพูดที่ว่า   “ สาธารณสุขน่ะศึกษาชุมชน  แต่ไม่เคยให้การศึกษาชุมชนเลย  แต่กลับข้ามขั้นตอนไปให้การศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชนเลย “   ผมฟังตอนแรกก็งง ๆ อยู่พักหนึ่ง แต่พอมานั่งคิดทบทวนก็จริงของเขา  โรงพยาบาลมีจำนวนผู้ป่วยแต่ละตำบลในมือ  แต่ไม่มีโรงพยาบาลใดเลยที่บอกจำนวนผู้ป่วยแต่ละตำบลนี้กับชุมชน  แต่กลับไปอบรมและสอนชุมชนว่าต้องป้องกันเอดส์ในเยาวชน....อือ..ก็แปลก  ก็ทำไมไม่บอกเขาล่ะว่าแต่ละตำบลมีผู้ป่วยกี่คน  ต่อจากนั้นให้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเขาเองว่าเขาจะแก้ไขปัญหาชุมชนเขาอย่างไร 

 

          เมื่อได้ข้อค้นพบปัญหา 3 ประเด็นหลักผมจึงเสนอกุญแจไขสู่ทางแก้ปัญหาให้ 3 ข้อเช่นกัน  คือ

 

          กุญแจไขทางแก้ปัญหาที่ 1 ผลักดันในระดับนโยบายระดับจังหวัด  ให้โรงพยาบาลทุกแห่งเผยแพร่ข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์  ส่งให้กับ สนง.สาธารณสุขอำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุก 6 เดือน  โดยต้องแยกเป็นรายตำบลและรายหมู่บ้าน

 

          ผมเน้นนะครับ แค่ “ จำนวน “  เท่านั้น  ไม่ได้หมายถึงชื่อและที่อยู่ใด ๆ ทั้งสิ้น  แค่จำนวนแยกเป็นรายหมู่บ้าน  แต่ละตำบลก็เพียงพอแล้ว  ปีหนึ่งโรงพยาบาลทำเป็นสถานการณ์โรคเอดส์  ส่งให้สาธารณสุขอำเภอ  และ อปท.ในพื้นที่ปีละ 2 ครั้งเท่านั้น  ปรับฐานข้อมูลทุกภาคส่วนให้ตรงกัน  เราศึกษาชุมชนแล้ว  ต้องบอกผลการศึกษานั้นกับชุมชนครับ   อย่าเพิ่งข้ามไปบอกเขาว่าจะต้องป้องกันเอดส์ในกลุ่มไหน  ต้องใช้ถุงยางอนามัยเยาวชน  ฯลฯ เอาแค่ให้ชุมชนเขารู้จำนวนผู้ป่วยในชุมชนก่อน  หลังจากนั้นให้โอกาสชุมชนเขาคิดเพื่อใช้ภูมิปัญาชุมชนเขาเอง   ว่าเขาจะจัดการกับตัวเลขผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์ที่เขาทราบได้อย่างไร

 

          ที่สำรวจไม่พบโรงพยาบาลใดเลยที่ทำแบบนี้  พบแต่เพียงทำรายงานจำนวนผู้ป่วยรวมภาพใหญ่ทั้งอำเภอ  อปท.แต่ละแห่งก็ไม่ทราบว่าจำนวนผู้ป่วยนั้นอยู่ในตำบลใด  อาจจะไม่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบเขาก็ได้  ความตระหนักก็ยังไม่เกิด  เพราะข้อมูลนั้นมันกว้างไป  ต้องแคบลงกว่านี้ต้องลงลึกถึงรายตำบลรายหมู่บ้านเลยครับ 

 

          แล้วคำถามคือจะมีผลกระทบใดต่อผู้ติดเชื้อไหม  ผมตอบได้เลยว่าไม่มีครับ  เพราะข้อมูลเป็นแค่ “จำนวน” ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใด  แต่สิ่งที่ตามมาคือชุมชนต้องคิดหนักหากจะละเลยการแก้ปัญหาเอดส์  ในเมื่อตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์มองเห็นตำตาอยู่ตรงหน้าและจับต้องได้  ผู้บริการ อปท.คงต้องคิดทำอะไรสักอย่างในการแก้ไขปัญหานี้  กองทุนสุขภาพตำบล  งบประมาณประจำปีของ อปท.คงหลีกหนีไม่พ้น  ที่จะต้องมีเรื่องของการแก้ไขปัญหาเอดส์บรรจุเข้าไปในแผนงบประมาณชอง อปท.  

 

          กุญแจไขทางแก้ปัญหาที่ 2  ผลักดันกำหนดให้ อปท.โอนงบเบี้ยยังชีพตามสัดส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ในพื้นที่   มารวมไว้ที่ศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอ   แล้วให้โรงพยาบาลทำหลักฐานราชการ  และเบิก - จ่ายเบี้ยยังชีพที่โรงพยาบาลเวลาที่ผู้ป่วยมารับยาต้านไวรัสตามนัด   เป็นการลดการเผชิญหน้าของผู้จ่ายเงินและผู้รับเงินโดยมีศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอเป็นตัวกลาง

 

          เคยลองทบทวนดูไหมครับ  ว่าทำไมมีผู้ป่วยเอดส์จำนวนมากยินดีเปิดเผยตัวที่โรงพยาบาลเพื่อไปรับยาต้านไวรัสรักษา ( ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยรับยาต้านไวรัสประมาณ 2 แสนคน )  แล้วทำไมผู้ป่วยรายเดียวกันจึงมีไม่ถึงร้อยละ 5 ที่เปิดเผยตัวต่อ อปท.เพื่อรับเบี้ยยังชีพ?  คำตอบก็คือ “ ไว้ใจหมอแต่ไม่ไว้ใจ อปท. “  สั้น ๆ ครับแต่ได้ข้อสรุป

 

          คำถามถัดมาคือ  แล้วทำไมต้องไปรับเบี้ยยังชีพที่ อปท. ผู้ป่วยไปรับที่โรงพยาบาลพร้อมกับวันนัดหมอที่นัดรับยาไม่ได้หรือ ? ....ถ้าโรงพยาบาลเผยแพร่จำนวนผู้ป่วยแยกรายตำบล....แล้วตกลงกันให้ อปท.แต่ละแห่งในอำเภอก็โอนงบประมาณเบี้ยยังชีพตาม

 

          สัดส่วนจำนวนผู้ป่วยในพื้นที่ตนเองไปไว้ที่ศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอ  นายอำเภอลงนามคำสั่งตามระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค มอบหมายให้โรงพยาบาลจัดทำและเก็บหลักฐานที่อยู่ผู้ป่วย  แล้วทำการเบิกจ่ายเบี้ยยังชีพจากศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอ มาจ่ายให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในวันนัดรับยาประจำเดือนซะเลย   อปท.ก็ได้จ่ายงบประมาณเบี้ยยังชีพที่ตั้งงบไว้  หลักฐานก็เก็บไว้ที่อำเภอตรวจสอบได้  ผู้ป่วยก็ได้รับเงินช่วยเหลือทุกเดือน  ไม่ต้องเปิดเผยตัวต่อชุมชน  โรงพยาบาลก็ได้ช่วยเหลือผู้ป่วย  จ่ายค่าเบี้ยยังชีพเป็นค่ารถค่ารามาโรงพยาบาล  ผู้ป่วยก็พอใจให้ความร่วมมือในการกินยาอย่างครบถ้วนต่อเนื่อง  สุขภาพจิตก็ดี 

 

          ทุกคนได้ประโยชน์  อปท.ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจ่ายเงินให้ใคร  หน่วยตรวจสอบการใช้งบราชการก็ไปดูหลักฐานที่โรงพยาบาลทำได้ที่อำเภอ  เท่านี้ก็ช่วยให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐตามสิทธิที่เขาพึงได้ตามกฎหมาย

 

          กุญแจไขทางแก้ปัญหาที่ 3   จัดตั้งคณะอนุกรรมการเอดส์ตำบล

 

          คณะกรรมการเอดส์ชาติก็มีแล้ว  คณะอนุกรรมการเอดส์จังหวัดก็มีแล้ว Provincial  Coordinating  Machanism ( PCM ) ของกองทุนโลก ก็มีแล้ว  คณะอนุกรรมการเอดส์อำเภอก็มีแล้ว  แต่ไฉนไม่มี “ คณะอนุกรรมการเอดส์ตำบล “  ถ้าแต่งตั้งได้จะด้วยอำนาจของเทศบาลหรือ อปท.ก็ทำได้อยู่แล้ว  กฎหมายบัญญัติให้ทำได้ชัดเจน  ในเรื่องอำนาจการควบคุมป้องกันโรค  อปท.สามารถออกประกาศ  อาศัยอ้างถึงข้อกฎหมายที่ถืออยู่  แต่งตั้งผู้มีความรู้  นายก อปท.  ครู อาจารย์  จนท.สาธารณสุข  ประธาน อสม. ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  ประชาชน  ผู้ติดเชื้อที่ยอมเปิดเผยตัว  ฯลฯ  จากทุกภาคส่วนในชุมชนเป็น           “ คณะอนุกรรมการเอดส์ตำบล “

 

          เมื่อมีคณะกรรมการทางนิตินัยแล้ว  ข้อมูลทุกอย่างก็จะหลั่งไหลถูกนำมากางพูดคุยปรึกษาหารือกัน  มีเวทีเฉพาะกิจที่เป็นเรื่องเป็นราว  มีขั้นมีตอน  มีวาระการประชุมเรื่องเอดส์  มีแนวทางที่เป็นระบบออกมาจากการหารือกัน  มีผลในทางกฎหมาย  มีมติที่ทุกคนในชุมชนยอมรับ  มีการผลักดันงบประมาณด้านเอดส์ผ่านประชาคม  ผ่านสภา อปท.

 

          เป็นกลไกในระดับพื้นที่ ๆ ที่ทราบปัญหาของชุมชนดีที่สุด  เพราะนี่คือบ้านของพวกเขา  ชุมชนของพวกเขา  โรงพยาบาลส่งข้อมูลจำนวนผู้ป่วยแยกรายตำบลให้เขาปีละ 2 ครั้ง  “ คณะอนุกรรมการเอดส์ตำบล “  ก็จะมีข้อมูลให้ปรึกษากัน  ในการแก้ไขปัญหาเอดส์ของชุมชน  เป็นการใช้กลของชุมชนแก้ไขปัญหาของชุมชนเอง ตั้งขึ้นมาเถอะครับ “ คณะอนุกรรมการเอดส์ตำบล “  ผมเชื่อมั่นว่าเวทีนี้แหละจะเป็นหนทางระดมความคิดภูมิปัญญาชุมชนที่เป็นนิตินัย  และมีผลในทางปฏิบัติได้แน่นอน

 

          เล่ามาเสียยาวไว้โอกาสหน้าหาก มีประเด็นใดใหม่ ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง

 

 


 

 

ขอขอบคุณข้อมูล และภาพประกอบจาก

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม  2552
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
บทความเผยแพร่
กฏหมายเกี่ยวกับเอดส์ : กฎหมายแรงงานไทย
มุมมองของท้องถิ่นด้านโรคเอดส์
กุญแจสู่ความร่วมมือของ อปท.ด้านการป้องกันเอดส์
หน่วยงานสนับสนุน งานเอดส์
คลีนิคนิรนาม
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional