< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท

บทความเผยแพร่

มุมมองของท้องถิ่นด้านโรคเอดส์

 

โดย ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ (สนง.ป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก)

 

เมื่อได้รับการติดต่อให้เขียนเรื่องท้องถิ่นกับการป้องกันควบคุมโรค  ครั้งแรกผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวให้เขียนได้มากมายนัก  แต่ครั้นพอได้มีเวลาว่างจากภาระกิจการงานประจำ และได้นั่งทบทวนหลากหลายประสบการณ์  กลับมีเรื่องราวต่าง ๆ ผุดขึ้นในความคิดมากมาย  จึงเป็นแรงหนุนให้เขียนเรื่องราวของการป้องกันควบคุมโรคเอดส์ในมุมมองของท้องถิ่น

 

นับตั้งแต่โรคเอดส์ได้แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 จนถึงปัจจุบันจากการศึกษาคาดการณ์ว่าทั่วประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไววีสะสมถึงประมาณ  1.1 ล้านคน   มีผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตไปแล้วประมาณ  5.6 แสนคน   ทำให้ปัจจุบันยังคงมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ยังคงมีชีวิตอยู่ในประเทศไทยถึงประมาณ  5.5 แสนคน  แต่ที่ยังน่ากังวลอย่างมากคือในปี พ.ศ.2550  ยังคงมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ถึงประมาณ  1.4 หมื่นคน   และคาดประมาณว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ( พ.ศ.2553 ) จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เฉลี่ยประมาณวันละประมาณ 32 คน และแทบไม่น่าเชื่อในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตประมาณปีละ 5 หมื่นคน หรือเฉลี่ยประมาณวันละประมาณ 140 คน ( ชั่วโมงละ 5.8 คน )

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะ 8 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนงบประมาณของประเทศไทยด้านการป้องกันโรคเอดส์กับด้านการดูแลผู้ป่วยเอดส์ของประเทศไทยมีสัดส่วนไม่สัมพันธ์กันอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น  ในปี พ.ศ.2547  มีสัดส่วน  1 : 7.3  นั่นหมายความว่างบประมาณด้านการดูแลผู้ป่วยเอดส์มีสัดส่วนที่มากกว่าด้านการป้องกันโรคเอดส์ถึง  7.3  เท่า   และสัดส่วนรายจ่ายเกี่ยวกับเอชไอวี / เอดส์เป็นร้อยละ 2.64 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพทั้งหมด  แต่ถึงจะใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อยต่อปีในการป้องกันโรคเอดส์ ( ปี พ.ศ.2549 ใช้ประมาณ 116.32 ล้านบาท )  ในการป้องกันโรคเอดส์  พบว่าผลจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการป้องกันโรคเอดส์ในช่วงปี พ.ศ. 2534 - 2549 หรือราว 15 ปีที่ผ่านมา  สามารถช่วยชีวิตคนไทยให้รอดพ้นจากโรคเอดส์ได้ถึงประมาณ  8 ล้านคนเลยทีเดียว  เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทุกกองทุนสุขภาพทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวมทั้งเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศพบว่าประเทศไทยใช้งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ถึงประมาณปีละ 5 พันล้านบาทเลยทีเดียว  แม้การรักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสจะไม่หายขาด ต้องกินยาไปตลอดชีวิต และทำได้เพียงลดการติดเชื้อฉวยโอกาส เพื่อชะลอการเสียชีวิตเท่านั้น  ในปัจจุบันยังมีผู้ป่วยเอดส์ที่สามารถเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ในประเทศไทยรวมกันทุกสิทธิถึงประมาณ 2  แสนราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

 

          ในปี พ.ศ. 2550  ปัจจัยเสี่ยงหลักของการติดเชื้อเอชไอวีในคนไทยมาจากทางเพศสัมพันธ์ถึงประมาณร้อยละ 84 ส่วนกลุ่มเสี่ยงหลัก ๆ คือ หญิงวัยรุ่นและแม่บ้าน และอีกกลุ่มที่น่ากังวลคือชายรักชาย ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 60 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมด  คาดประมาณว่าในชายไทยอายุ 1559 ปีจะมีพฤติกรรมเป็นชายรักชายทั้งเปิดเผยและปกปิดเฉลี่ยถึงประมาณร้อยละ 10 หรือประมาณ 3 ล้านคน  ในจำนวนนี้จะมีชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ประมาณ 3-4 แสนคน ทั้งยังพบอีกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มชายรักชายยังคงเที่ยวผู้หญิงและมีภรรยา ดังนั้นในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าคาดการณ์ได้อย่างไม่ต้องสงสัยว่า กลุ่มชายรักชายในประเทศไทยจะมีแนวโน้มการติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ( ในประเทศสหรัฐอเมริกาการติดเชื้อเอชไอวีเฉพาะจากกลุ่มชายรักชายมีสูงถึงร้อยละ 67 )

จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนทำงานด้านการป้องกันควบคุมโรคเอดส์ในส่วนภูมิภาคมามากกว่า 6 ปีพบว่าปัญหาโรคเอดส์มิได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด  แต่กลับเพิ่มระดับความซับซ้อนของปัญหาขึ้นอย่างมากมาย  มีผลกระทบไปทุกส่วนของสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์  มีหลายครั้งที่ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์ขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีความเสี่ยง หรือตัวผู้ติดเชื้อเอง  ปัญหาที่ขอคำปรึกษาล้วนซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ  ผู้เขียนประเมินว่าความรู้ความเข้าใจของประชาชนในท้องถิ่นเรื่องโรคเอดส์ยังต่ำอยู่มาก  ส่วนใหญ่เข้าใจถูกต้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แถมบางส่วนยังขาดความตระหนักอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

สาเหตุการเสียชีวิตในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปีนั้น  สาเหตุหลักมาจากอุบัติจราจร  รองลงมาคือสาเหตุมาจากโรคเอดส์ และในช่วงอายุนี้จะมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  โดยปัจจุบันมีเยาวชนไทยติดเอชไอวีแล้วมากกว่า 8 หมื่นราย   ในผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องบ้าง หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ทราบสถานการณ์โรคเลย จะเข้าใจว่ากลุ่มเสี่ยงคือผู้ฉีดยาเสพติดและหญิงบริการทางเพศ  อันเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากเพราะทั้งสองกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงกลุ่มเสี่ยงในอดีตเมื่อหลายปีก่อน  เมื่อประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มเสี่ยงอาจทำให้ขาดความระมัดระวังในการป้องกันโรคเอดส์เมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศกับกลุ่มเยาวชนและกลุ่มชายรักชาย 

เมื่อมีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นก็มีการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นในทุกระดับด้วย ในปี พ.ศ.2551 มีการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นประมาณร้อยละ 25  ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ส่งผลให้ภารกิจของราชการส่วนกลางมีงบประมาณดำเนินการลดต่ำลงอย่างมากโดยเฉพาะการป้องกันโรคเอดส์ เมื่อมีการสำรวจมุมมองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการให้อันดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่  พบว่าท้องถิ่นให้สัดส่วนความสำคัญกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากกว่าปัญหาโรคเอดส์อย่างมากถึงสองเท่าตัว  เพราะท้องถิ่นยังมีมุมมองว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขควรมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนงานเอดส์

เมื่อหน่วยงานสาธารณสุขโดยตรงเองขาดแคลนงบประมาณจากส่วนกลางในการดำเนินการป้องกันโรคเอดส์บางจังหวัดทั้งปีมีงบประมาณดำเนินการไม่ถึง 1 แสนบาทด้วยซ้ำในการป้องกันประชาชนหลายแสนถึงเกือบล้านคนให้ปลอดภัยจากโรคเอดส์ ในขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นกลับมีมุมมองว่าปัญหาสาธารณสุขด้านการป้องกันโรคเอดส์เป็นเรื่องรองและไม่ใช่บทบาทของตนเอง   เมื่อปัญหาทั้งสองส่วนมาพบกันตรงกลางผลก็คือในระยะ 2 ปีที่ผ่านมาแทบเรียกได้ว่าเกิดสุญญากาศช่องว่างในการดำเนินการป้องกันโรคเอดส์ในส่วนภูมิภาคอย่างแรง มีกิจกรรมด้านการป้องกันเอดส์จากภาครัฐในท้องถิ่นน้อยมาก  ขาดความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ   จะมีก็เพียงกิจกรรมในวันสำคัญที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น วันเอดส์โลก  แต่หลังจากนั้นอีกเกือบปี  แทบไม่ค่อยพบกิจกรรมจากภาครัฐมากนัก

เมื่อรัฐบาลมีนโยบายตรวจราชการบูรณาการเอดส์เมื่อปี พ.ศ.2550 และฟื้นฟูการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดอีกครั้ง  ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มศึกษาและเข้าใจปัญหาโรคเอดส์รวมทั้งตระหนักในปัญหาเอดส์ของชุมชนมากยิ่งขึ้น  แต่ก็ยังขาดทักษะและบุคลากรที่มีความรู้ในการจัดการปัญหาดังกล่าว  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่เพียงตั้งงบประมาณในการจ่ายเบี้ยยังชีพรายเดือนให้กับผู้ป่วยเอดส์เท่านั้น  แต่ปัญหาคือมีผู้ป่วยเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลยที่ไปเปิดเผยตัวเองกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรับเงินช่วยหลือดังกล่าว  เหตุเพราะผู้ป่วยเอดส์ติดขัดเรื่องต้องเปิดเผยความลับตนเองซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตร่วมกับคนอื่นในชุมชน เกิดการถูกรังเกียจและกีดกันจากผู้คนในชุมชนจากความไม่เข้าใจในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์

ถ้าเราจะฉุกคิดสักนิดจะพบว่าผู้ป่วยเอดส์ทุกคนยินดีจะเปิดเผยความในใจทุกสิ่งกับทีมทางการแพทย์ในโรงพยาบาลที่ตนรักษาพยาบาลโรคเอดส์อยู่  แต่ผู้ป่วยรายเดียวกันกลับไม่ยินดีแสดงตนเพื่อของรับเบี้ยยังชีพรายเดือนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เหตุเพราะกลัวผลกระทบยากแก่การคาดเดาที่ตามมาหากความความลับของตนรั่วไหลสู่ชุมชน  ผู้เขียนเคยพบบางอำเภอแก้ไขปัญหานี้ได้ง่าย ๆ โดยนายอำเภอขอให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตรับผิดชอบโอนงบประมาณจำนวนหนึ่งตามแต่จะประชุมตกลงร่วมกันมารวมไว้ที่ศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอ   จากนั้นให้โรงพยาบาลชุมชนทำหลักฐานตามระเบียบราชการมาขอรับเงินเบี้ยยังชีพจากศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอไปจ่ายให้ผู้ป่วยเอดส์ที่โรงพยาบาล  เพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยเอดส์ให้ได้รับเงินเบี้ยยังชีพรายเดือนโดยที่ไม่ต้องไปเปิดเผยตนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่วนตัวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็ได้เบิกจ่ายงบประมาณเบี้ยยังชีพที่ตั้งไว้โดยได้รับหลักฐานครบถ้วนจากโรงพยาบาล  ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องมาพบและเผชิญหน้ากันโดยตรง  ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายทั้งตัวผู้ป่วยเอดส์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยที่มีศูนย์เฉลิมพระเกียรติอำเภอและโรงพยาบาลเป็นตัวกลางประสาน  เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหาชุมชนโดยวิถีของชุมชนเอง

ผู้เขียนสังเกตพบว่าในช่วง 1 ปีหลัง เริ่มมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลบางแห่งจัดทำโครงการป้องกันปัญหาเอดส์ด้วยงบประมาณของตนเอง  ส่วนใหญ่เป็นโครงการประเภทการจัดอบรมเยาวชนให้มีความรู้เรื่องโรคเอดส์ และการจัดให้เยาวชนศึกษาดูงานวัดหรือสถานที่ดูแลผู้ป่วยเอดส์ที่มีชื่อเสียง  เพื่อให้เยาวชนได้เห็นสภาพความเป็นอยู่จริงของผู้ป่วยเอดส์และเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง

น่าสนใจคือมีบางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่น  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  และองค์การบริหารส่วนตำบลบางแห่ง  จัดทำโครงการจัดซื้อถุงยางอนามัยเพื่อสนับสนุนให้กับสถานบริการสาธารณสุขและแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มีความเสี่ยงในพื้นที่  หากปัจจัยเสี่ยงหลักของการติดเชื้อเอชไอวีติดต่อมาจากทางเพศสัมพันธ์ประมาณร้อยละ 84 การใช้ถุงยางอนามัยอย่างครอบคลุมและทั่วถึงเมื่อยามมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ฯ  คงเป็นการป้องกันที่เป็นฟางเส้นท้ายก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับชีวิตขึ้น  ในขณะที่คนกำลังจะมีเพศสัมพันธ์ต่อกันการให้ความรู้  สื่อรณรงค์  การสอนให้ยับยั้งชั่งใจ  ทักษะการปฏิเสธ  คงไม่ทันการณ์เสียแล้ว  สิ่งที่จะช่วยชีวิตพวกเขาขณะนั้นได้คงต้องใช้ถุงยางอนามัยทางเดียวเท่านั้น

ถุงยางอนามัยที่กระทรวงสาธารณสุขแจกจ่ายไปทั่วประเทศไทยนั้น  ปริมาณต่อปีเพียงไม่เกิน 25 ล้านชิ้นเท่านั้น  และกลุ่มเป้าหมายหลักคือหญิงอาชีพบริการทางเพศเท่านั้น  มิได้มีวัตถุประสงค์แจกให้กลับกลุ่มอื่น  ๆ ที่มีความเสี่ยง  จึงทำให้ถุงยางอนามัยที่แจกกระจายจากส่วนกลางไปยังภูมิภาคจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไม่เพียงพอต่อการป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ เช่น  เยาวชน  ชายรักชาย ตำรวจ  ทหาร  ผู้ใช้แรงงาน  ประชากรเคลื่อนย้าย ฯลฯ  กลุ่มเหล่านี้ต้องซื้อถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันตนเองจากร้านสะดวกซื้อ  ร้านขายยา หรือตู้หยอดเหรียญ ฯลฯ  แต่จุดจำหน่ายต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีจำกัดไม่ครอบคลุมทั่วไปในชนบทที่ห่างไกล   และเยาวชนบางส่วนก็ยังมีรายได้น้อยเกินกว่าจะซื้อถุงยางอนามัยมาใช้เอง  ผนวกกับสิ่งเร้ากลางคืน  วุฒิภาวะ และความรู้ด้านโรคเอดส์ ทำให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอย่างขาดการเหลียวแลจากสังคม

การติดเชื้อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ผู้ใหญ่บางคนอาจมีทัศนะคติว่าเป็นการหาเรื่องมาใส่ตัวเอง  คนผู้นั้นต้องหาทางป้องกันตัวเองซิ !! คงเป็นการมองปัญหาเพียงมุมเดียว ลองคิดตามผู้เขียนว่าในขณะที่ภาครัฐซื้อถุงยางในการป้องกันโรคเอดส์ปริมาณมากเพียงชิ้นละประมาณ 1.75  บาท   หรืองบประมาณซื้อถุงยางอนามัย 37 ล้านบาทต่อปีในการป้องกันเอดส์ให้กับประชาชน  60 กว่าล้านคน  แต่หากคนผู้นั้นติดเชื้อเอชไอวีจนกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์  รัฐเองต้องใช้เงินถึงประมาณ 9 พันบาทต่อปีต่อคน หรืองบประมาณ  4 พันกว่าล้านบาทต่อปีในการรักษาผู้ป่วยเอดส์ 2 แสนคนและไม่สามารถปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ ๆ ได้ด้วย   คำถามคือแล้วเราจะเลือกหนทางไหนดี ??

ผู้เขียนลองจินตนาการดูว่าหากองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกแห่งในประเทศไทย 75  จังหวัดบวกกรุงเทพมหานคร  จัดซื้อถุงยางอนามัยเองแห่งละ 1 ล้านชิ้น  เพื่อป้องกันประชาชนกลุ่มเสี่ยงของจังหวัดตนเอง ในกลุ่มเยาวชน  ชายรักชาย ตำรวจ  ทหาร  ผู้ใช้แรงงาน  ประชากรเคลื่อนย้าย ฯลฯ ซึ่งม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยจะมีปริมาณถุงยางอนามัยเพื่อการป้องกันโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นถึงประมาณ  76 ล้านชิ้นต่อปี  เพื่อสนับสนุนให้โรงพยาบาล  สถานีอนามัย  ศูนย์สาธารณสุขชุมชน  ร้านค้าชุมชน   อาสาสมัครสาธารณสุข  ฯลฯ

และผู้เขียนก็จินตนาการต่อไปว่าถ้าเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง ( ประมาณ  7  พันแห่ง )  จัดทำโครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งโครงการต้านภัยเอดส์ โดยเป็นการอบรมให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์กับเยาวชนและประชาชนในชุมชนตนเองโดยขอรับการสนับสนุนวิทยากรจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่  จัดการรณรงค์ด้านโรคเอดส์และกิจกรรมที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดทั้งปี 

หากองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง  เทศบาลตำบล   องค์การบริหารส่วนตำบล  ทุกแห่งในประเทศไทย  ผนึกกำลังกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  ผู้เขียนเชื่อว่าในระยะเวลาอันสั้นภายในไม่กี่ปี  โรคเอดส์จะถูกควบคุมและลดลงอย่างมาก จนอาจไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของท้องถิ่นและชุมชนในที่สุด  เมื่อโรคเอดส์ลดลง  โรคแทรกซ้อนติดต่อร้ายแรงต่าง ๆ เช่น วัณโรค  ก็จะลดลงตามไปด้วย  โดยที่ท้องถิ่นไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว  เป็นการแก้ไขปัญหาชุมชนโดยชุมชนเองอย่างแท้จริง

 

ผู้เขียนหวังว่าหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อ่านบทความพิเศษนี้  หรือช่วยกันเผยแพร่  และร่วมกันประชุมพิจารณาหาแนวทางป้องกันโรคเอดส์ร่วมกันทุกจังหวัด   จะสามารถมีผลให้เกิดแรงกระเพื่อมในการระดมศักยภาพการป้องกันโรคเอดส์ครั้งใหญ่ของประเทศโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  นับเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทยในการช่วยชีวิตประชาชนหลายสิบล้านคนไม่ให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร  อันจะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจและความผาสุขของประชาชนในชุมชนและสังคมของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป........

มาร่วมมือกันเถิด หนึ่งตำบลหนึ่งโครงการต้านภัยเอดส์   จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคเอดส์อย่างยั่งยืนให้กับลูกหลานของพวกเรา  ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าสถาพรคู่กับโลกใบนี้ตลอดไป.......

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ภก. เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ 

 

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9  พิษณุโลก

 

http://dpc9.ddc.moph.go.th/aids/cherkiat.html

 

Email :  dpc9phs@yahoo.com

 

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม  2552

 

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต  

 

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
บทความเผยแพร่
กฏหมายเกี่ยวกับเอดส์ : กฎหมายแรงงานไทย
มุมมองของท้องถิ่นด้านโรคเอดส์
กุญแจสู่ความร่วมมือของ อปท.ด้านการป้องกันเอดส์
หน่วยงานสนับสนุน งานเอดส์
คลีนิคนิรนาม
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional