< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล

เรื่องควรรู้ในการบริจาคโลหิต

กลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรีย ควรคัดกรองตนเองก่อนบริจาคโลหิต


กลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรีย ควรคัดกรองตนเองก่อนบริจาคโลหิต

          ปัจจุบันงานบริการโลหิตในประเทศไทยยังไม่มีการตรวจเชื้อมาลาเรียในโลหิตบริจาค เพราะไม่มีวิธีตรวจในห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจพบเชื้อนี้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเชื้อมาลาเรียที่ติดมากับโลหิตบริจาค สามารถถ่ายทอดไปยังผู้รับโลหิตได้ ดังนั้นการคัดกรองผู้บริจาคโลหิตที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมาลาเรียจึงสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้มาลาเรียมาก่อน และมีภูมิต้านทานสูงหากเป็นโรคนี้อีก  อาจจะไม่ปรากฏอาการไข้ที่ชัดเจน หรืออาจจะไม่มีอาการใดๆเลย เมื่อเข้าไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคไข้มาลาเรีย ควรงดบริจาคโลหิต และให้ตรวจเลือดหาเชื้อมาลาเรียทันที 

          บุคคลเหล่านี้ควรงดบริจาคโลหิตชั่วคราว

         1. เข้าไปในพื้นที่ที่มีมาลาเรียชุกชุมในระยะ 1 ปี 

          พื้นที่ที่มีมาลาเรียชุกชุม ได้แก่ จังหวัดตาก กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตราด ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ราชบุรี และระนอง 

          2. เคยป่วยเป็นมาลาเรียในระยะ 3 ปี 

          ผู้บริจาคโลหิตควรให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัดในการให้ประวัติการสัมผัสหรือติดเชื้อมาลาเรีย เนื่องจากยังไม่มีวิธีตรวจเชื้อมาลาเรียที่เหมาะสม โปรดระลึกไว้ว่าผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อมาลาเรียจากโลหิตได้

รู้จักโรคมาลาเรียก่อนบริจาคโลหิต

          มาลาเรีย หรือไข้จับสั่น เป็นโรคร้ายที่ทำลายทั้งชีวิต และเศรษฐกิจของมนุษย์มาช้านานจนถึงปัจจุบันยังไม่หมดไป ทั้งๆที่องค์การอนามัยโลกได้พยายามควบคุมกวาดล้างมาลาเรียมาตั้งแต่ พ.ศ.2498 มาลาเรียหายไปจากหลายประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่ยังมีมากในเขตร้อน ในแต่ละปีจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 300 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 1-2 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กในทวีปอาฟริกา จึงนับว่าเป็นโรคที่ทำลายชีวิตมากกว่าโรคใดๆทั้งสิ้น

          สาเหตุ เกิดจากเชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งเชื้อ โปรโตซัว เชื้อมาลาเรียมีอยู่หลายชนิดแต่ที่พบมากที่สุดในประเทศไทยมีอยู่เพียง 2 ชนิด

          1. พลาสโมเดียมฟัลซิพารัม ( Plasmodium Falciparum )
          2.พลาสโมเดียมไวแวกซ์  (Plasmodium Vivax )

          ติดต่อกันโดย"ยุงก้นปล่อง"ไปกัดผู้ที่มีเชื้อมาลาเรียอยู่แล้วเชื้อเข้าไปเจริญแบ่งตัวในยุง  เมื่อยุงกัดคนก็จะปล่อยเชื้อเข้าสู่คน เชื้อจะเจริญเติบโตในเซลล์ตับ และเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและจะทำให้เกิดอาการต่างๆขึ้น ระยะเวลาตั้งแต่เชื้อมาลาเรียเข้าสู่ร่างกายของคนจนเกิดอาการ (ระยะฟักตัว) ประมาณ 14 วัน อาการสั้นหรือยาวแล้วแต่ชนิดของเชื้อภูมิต้านทานของผู้ป่วยและการรับประทานยาป้องกันมาลาเรีย 

          พื้นที่ที่พบว่ามีเชื้อมาลาเรียระบาดสูงคือพื้นที่ที่มียุงก้นปล่องชุกชุม มักเป็นพื้นที่ป่าเขาโดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย -พม่า และ ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเขตจังหวัดต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว และมีอัตราการตายสูงที่ตาก ตราด กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน และระนอง มาลาเรียในประเทศไทยรักษายากกว่าที่อื่น เพราะเชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมฟัลซิพารัมดื้อต่อยาต้านมาลาเรียเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะคลอโรควิน  

          อาการ ผู้ที่ได้รับเชื้อเมื่อพ้นระยะฟักตัวแล้วจะไม่สบาย 2 - 3 วัน ต่อมามีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน มักมีไข้เป็นพักๆ อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง น้ำตาลในเลือดต่ำ เหลือง ซีด ปัสสาวะดำ ไตวาย ปอดบวมน้ำ ทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกัน

          1. การป้องกันโดยทั่วไป

          การป้องกันส่วนบุคคล โดยป้องกันไม่ให้ยุงกัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งใช้วิธีการดังนี้

          · นอนในมุ้งหากชุบมุ้งด้วยสาร Permethrin จะดียิ่งขึ้น 
          · ขณะอยู่ในบริเวณหรือปฏิบัติการในสนามเวลากลางคืน ให้สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม โดยใส่เสื้อผ้าแบบยาว กางเกงขายาว หากชุบด้วยสาร Permethrin จะได้ผลดียิ่งขึ้น 
          · ใช้ยาทาไล่แมลง โดยทาบริเวณผิวหนัง ซึ่งอยู่นอกเสื้อผ้า เช่น มือ - คอ ทาลึกเข้าไปในเสื้อผ้าพอสมควร(ห้ามไม่ให้ถูกริมฝีปากและตา) รวมทั้งบริเวณ เสื้อผ้าที่ยืดตึงและยุงสามารถกัดผ่านทะลุเสื้อผ้าได้ เช่น ไหล่ สะโพก การทายา ครั้งหนึ่งอาจป้องกันไม่ให้ยุงกัดได้นานประมาณ 2 - 4 ชม.

การควบคุมพาหะและสิ่งแวดล้อม 

          · การเลือกที่พักแรม ควรอยู่ห่างจากแหล่งน้ำที่มีเชื้อมาลาเรียแพร่กระจายสูง หรือแหล่งเพาะพันธ์ยุงไม่น้อยกว่า 2 กม. 
          · การใช้มุ้งลวดกันยุงตามประตู หน้าต่าง ของอาคาร ส่วนประตูควรปิดบานพับ สปริง เปิดออกข้างนอก และปิดได้เอง ถ้าใช้เต้นท์ ทางเข้าของเต้นท์มีมุ้งห้อย ปิดกั้นแบบม่าน 
          · การทำลายยุงโดยการพ่นสารเคมีกำจัดแมลง เช่น D.D.T.,Permethrin ในที่พักและบริเวณใกล้เคียง 
          · การกำจัดลูกน้ำโดยใช้สารเคมี เช่น ทราย Abate หรือใช้สิ่งมีชีวิต เช่น ปลาหางนกยูงกับลูกน้ำ 
          · การควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุง สำหรับหน่วยทหารที่ตั้งอยู่นานต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธ์โดยการระบายน้ำขังออก การถมแหล่งน้ำ ขุดลอกลำธาร คู ให้น้ำไหลได้ สะดวก กำจัดวัชพืช สูบน้ำเข้า-ออก เพื่อเปลี่ยนระดับน้ำ รวมทั้งทำลายแหล่งภาชนะอื่นๆ

          2. การใช้ยาป้องกัน

          ไม่นิยมให้ใช้ เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยา เกิดการแพ้ยา หรืออาการข้างเคียงของการใช้ยาได้ยกเว้นกรณีจำเป็นให้ปรึกษาแพทย์

การรักษา

          ในกรณีที่ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย เมื่อมีอาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นมาลาเรีย และไม่สามารถเจาะเลือดเพื่อการตรวจการติดเชื้อได้ให้ รับประทานยา 2 วัน วันแรกรับประทานยา Artesunate 50 mg 6 เม็ด ร่วมกับ Mefloquine 250 mg 3 เม็ด วันที่ 2 รับประทานยา Artesunate 50 mg 6 เม็ด ร่วมกับ Mefloquine 250 mg 2 เม็ด โดยรับประทานวันละครั้งหลังอาหาร เมื่อออกจากพื้นที่หรือมีโอกาสควรได้รับการเจาะเลือดตรวจวินิจฉัย การติดเชื้อมาลาเรียโดยเร็วที่สุด

หน่วยงานและสถานที่ให้การบำบัดรักษาโรคมาลาเรีย

          · อาสาสมัครมาลาเรีย
          · อาสาสมัครสาธารณสุข
          · สถานีอนามัย
          · โรงพยาบาล
          · มาลาเรียคลินิกทุกแห่งที่อยู่ใน
                - หน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง
                - ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง
                - สำนักงานควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
กองมาลาเรีย กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
เรื่องควรรู้ในการบริจาคโลหิต
หลักการเบื้องต้นของการบริจาคโลหิต
คุณสมบัติของผู้บริจาค
คุณสมบัติของผู้บริจาค
เตรียมตัวก่อนการบริจาคโลหิต
เตรียมตัวก่อนการบริจาคโลหิต
ดูแลตนเองหลังบริจาคโลหิต
ดูแลตนเองหลังบริจาคโลหิต
ประโยชน์ของการเป็นสมาชิกสภากาชาดไทย
ข้อดีของการบริจาคเลือด
เรื่องควรรู้ ก่อน-หลัง บริจาคโลหิต
กลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรีย ควรคัดกรองตนเองก่อนบริจาคโลหิต
สถานที่รับบริจาคโลหิต
สถานที่รับบริจาคโลหิต
ใกล้ที่ไหน , สะดวกที่ไหนไปที่นั่น ... ตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่รับบริจาคโลหิตได้ที่นี่
ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับหมู่โลหิต
ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ หมู่โลหิต และการบริจาคโลหิต
สอบถามโดยตรง ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ : 0-2252-1637,0-2251-1601
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional