< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

เติมทักษะเพื่อวัยรุ่นศตวรรษที่ ๒๑

 
Share

เติมทักษะเพื่อวัยรุ่นศตวรรษที่ ๒๑




          ในยุคที่วัยรุ่นนอนคลุมโปงใต้แสงสมาร์ทโฟน เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในมโนทัศน์คนรุ่นก่อน ทั้งครู พ่อแม่ หรือคนใกล้ชิดเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ยุทธวิธีที่จะสร้างความพร้อมให้วัยรุ่นเผชิญโลกและจัดการตัวเองด้วยทางเลือกที่เหมาะสมในศตวรรษนี้ 

           นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียน มีผลงานเด่นด้านเด็กและวัยรุ่น ได้ให้แนวทางเรื่องนี้ ผ่านเวทีประชุมวิชาการเพศศึกษาเพื่อเยาวชนภาคกลาง ในหัวข้อปาฐกถาเรื่อง “เพศวิถีศึกษากับการเรียนรู้ทักษะสำหรับโลกศตวรรษที่ ๒๑” เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๖  ที่ผ่านมา  ณ โรงแรมวินเซอร์สุขุมวิท

           “ทักษะที่จะให้กับเด็กในอนาคต ควรเป็นฐานเพื่อให้พวกเขารับมือกับทุกเรื่องในชีวิต เพราะถ้าถามพ่อแม่ว่าเลี้ยงลูกไปเพื่ออะไร คำตอบแรกคือให้พวกเขามีชีวิตรอดปลอดภัยในวันหน้า ฉะนั้น การศึกษาของเด็กวันนี้ คงไม่ใช่มอบแต่ความรู้ เรียนเท่าไรก็ไม่พอจะเอาตัวรอด เพราะความรู้สมัยนี้มีเยอะ หาจากกูเกิ้ลได้ แต่ควรมุ่งฝึก ๓ สิ่งที่สำคัญ คือ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และทักษะด้านไอที ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเน้นทักษะเหล่านี้ในห้องเรียนอย่างมาก”

          คุณหมอขยายความอีกว่า ผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเดิมที่เน้นให้เด็ก “ว่านอนสอนง่าย ”เป็นสนับสนุนให้พวกเขาอยากรู้อยากถาม เปิดโอกาสให้แสดงความคิดแลกเปลี่ยนกันเพื่อดึงทักษะออกมาเตรียมไว้ใช้เมื่อต้องเผชิญโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย เพื่อสู้กับสงครามข้อมูลที่ประดังประเดเข้ามาผ่านหน้าจอและชีวิตจริงแต่ละวัน"

           “เราต้องฝึกตั้งแต่เล็ก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ใน ๔ ขั้นตอน อย่างแรกคือจะต้องไม่เชื่อทุกอย่างที่ครูพูด ตั้งคำถามได้ อย่างที่สองกล้าบอกความคิดของตนเอง หรือแสดงความเห็นต่างด้วยความสุภาพ ไม่ระรานความเชื่ออื่น อย่างที่สามคือเข้าสังคมได้ ทำงานเป็นทีมได้ และสุดท้ายคือมีความคิดสร้างสรรค์ สรุปว่าเด็กในศตวรรษที่ ๒๑ จะไม่เชื่อสิ่งที่มีอยู่เดิม กล้าพูดแสดงความคิดเห็นเพื่อถกเถียงกันในวงกว้าง ทำงานเป็นทีมเวิร์ค และมีความคิดนอกกรอบที่สร้างสรรค์”

          ส่วนเป้าหมายของการเรียนก็ต้องให้ความสำคัญ ในวิชาพื้นฐาน การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ยังคงทิ้งไม่ได้ แต่การสอนคงต้องปรับเปลี่ยนให้เด็กเข้าใจว่า ไม่มีอะไรผิด อะไรถูกอีกแล้วในการศึกษาสมัยใหม่ รูปแบบการสอนจึงไม่ใช่ “ท่องจำทฤษฎี” แต่ต้อง ท้าทายทฤษฎีเพื่อต่อยอดแนวคิดใหม่ให้นำไปใช้ได้จริง ยกตัวอย่างเช่น หากจะเรียนวิชาภูมิศาสตร์ นอกจากจะเรียนรู้ว่าประเทศไทยมีแม่น้ำสายหลักอะไรบ้าง ยังต้องเข้าใจต่อไปด้วยว่า แม่น้ำสายไหนที่ทำให้จังหวัดที่พวกเขาอยู่เกิดน้ำท่วมได้ เช่น แม่น้ำโขง ที่มีต้นกำเนิดที่ไหลมาจากการละลายของธารน้ำแข็ง หรือแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน ที่รับน้ำจากป่าฝนเขตร้อน เป็นต้น

          คุณหมอกล่าวว่า เด็ก ๆ ควรได้เรียน ๓ เรื่องหลักคือ สุขภาพเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพวกเขาสามารถหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้ โดยครูสามารถกระตุ้นด้วยโจทย์ท้าทายเพื่อให้เด็กๆ ตอบตัวเองได้อย่างมีเหตุผล เช่น เป็นสิวต้องรักษาไหม รักแร้จำเป็นต้องขาวจริงรึเปล่า กาแฟลดความอ้วนกินเยอะ ๆ จะทำให้เป็นโรคจิตได้อย่างไร ฯลฯ ส่วนด้านเศรษฐกิจ เน้นให้เด็กสามารถวางแผนในการเก็บเงินได้ เรียนรู้และคำนวณได้ว่า ค่าเงินของไทยลดลงทุกนาที เด็กจึงจะวิเคราะห์ได้ว่า “การเก็บหอมรอมริบ” ยังใช้ได้ในยุคปัจจุบันไหม หรือแม้กระทั่งเรื่องสิ่งแวดล้อม หากน้ำท่วมเด็กจะช่วยครอบครัวให้รอดได้อย่างไร เมื่อประสบเหตุสึนามิจะปฏิบัติตัวอย่างไร ฯลฯ ผู้ใหญ่ควรจัดระบบการศึกษาให้เด็กได้เรียนรู้ตามสภาพความจริงของชีวิต บอกความต่างที่มีในชุมชนอื่น ให้พวกเขาเรียนรู้ความหลากหลาย และเคารพในความต่างนั้นได้ เพราะเนื้อแท้ อนาคตพวกเขาจะได้มีสุขภาพแข็งแรง มีเงินใช้เลี้ยงชีพ และมีเพื่อนบ้านที่ดี หมายถึง ได้อยู่ในชุมชนและสังคมที่ปลอดภัยนั่นเอง

          ส่งท้ายเวที นพ.ประเสริฐตั้งคำถามขึ้นกับสังคมว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่เราต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมในด้าน “ทักษะชีวิต” ให้เยาวชน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ทั้งในบ้านและโรงเรียนในเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ครูซึ่งจะคอยสังเกต ดึงความสนใจของเด็กออกมา ควรกระตุ้น ฝึกทักษะการซักถามแลกเปลี่ยน การพูด-ฟัง และใช้เทคโนโลยีร่วมกันกับสมาชิกในบ้าน ครูและเพื่อนในห้องเรียน เรียนรู้ทั้งเรื่องชีวิต สิ่งรอบตัว ควบคู่กับความรู้ในตำรา เพื่อให้คนไทยรุ่นถัดไปมีฐานการอยู่รอดในสังคมที่ปลอดภัยได้อย่างแท้จริง




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.teenpath.net
ลงประกาศ ณ วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional