< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค

กฎหมาย และสิทธิ เกี่ยวกับความพิการ

กฏหมายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการจ้างงานคนพิการ

 

 

บทความสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

เรื่อง "กฏหมายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการจ้างงานคนพิการ"

โดย ปรีดา ลิ้มนนทกุล คนทุพพลภาพมืออาชีพ

         
ช่วงนี้ผมมีภารกิจด้านการสร้างอาชีพ ในลักษณะที่ต้องประสานงานร่วมกับสถานประกอบการหลายแห่ง และกำลังจะมีโครงการสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการรับรู้ข้อมูล รวมถึงสร้างโอกาสงานให้กับคนพิการ จึงอยากนำบทความ "กฏหมายและประโยชน์ทางภาษีในการจ้างงานคนพิการ" มาฝากทั้งสองฝ่าย คือ คนพิการ และสถานประกอบการ ควบคู่กันไป 

         
2 วันที่ผ่านมา มีนักข่าวสัมภาษณ์ถึงความต้องการแรงงานคนพิการในตลาดมีสูงไหม ผมรีบตอบเลยว่า "มีสูง" แต่ไม่มีคนพิการเข้าไปในระบบงาน หรือมีน้อย อย่างไรก็ดี เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพียงแต่สังคมต้องหา "จุดสมดุล" ระหว่างคนพิการ กับสถานประกอบการ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้เจอ ผมก็พยายามอยู่ครับ งั้นเรามาอ่านบทความของอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ร่วมกันครับ

            - กฎหมายและประโยชน์ทางภาษีในการจ้างงานคนพิการ

            - สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นสำหรับนายจ้างที่จ้างแรงงานคนพิการ

         
1. ค่าจ้างคนพิการเข้าทำงาน นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการเข้าทำงาน มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว ตามมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 499 พ.ศ. 2553 แต่เดิม ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างคนพิการ นายจ้างสามารถนำค่าจ้างนั้นมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงเท่านั้น เช่น ค่าจ้างคนพิการปีละ 120,000 บาท ก็นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ 120,000 บาท ไม่ต่างจากลูกจ้างทั่วไปแต่อย่างใด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างจ้างแรงงานคนพิการ มาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 499 พ.ศ. 2553 กำหนดว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ซึ่งรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเข้าทำงานสำหรับเงินได้ เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว” 

         
นั่นหมายความว่านายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการสามารถนำค่าจ้างคนพิการ มาหักเป็นรายจ่ายเพิ่มได้ถึง 2 เท่าของที่จ่ายเป็นค่าจ้างคนพิการ ในกรณีนี้ค่าจ้างที่จ่ายจริงคือ 120,000 บาท สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ถึง 240,000บาท ทั้ง ๆ ที่จ่ายค่าจ้างคนพิการเพียง 120,000 บาทเท่านั้น ผลที่ตามมาเท่ากับรัฐบาล ได้ช่วยจ่ายค่าจ้างแรงงานคนพิการในรูปของประโยชน์ทางภาษี นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการเสียภาษีอัตราเท่าใด ก็ได้รับประโยชน์เท่ากับร้อยละของอัตราภาษีนั้น โดยทั่วไปห้างหุ้นส่วนบริษัทเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ย่อมหมายความว่ารัฐบาลได้ช่วยออกค่าจ้างในรูปภาษีร้อยละ 30 คิดเป็นจำนวนเงิน 120,000 * 30/100 = 36,000 บาท แสดงว่านายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจ่ายจริงเพียง 84,000 บาทเท่านั้น

         
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่านายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์เฉพาะการจ้างคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการเท่านั้น

         
2. รายจ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการแก่ลูกจ้างที่เป็นคนพิการ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการดังกล่าวแก่ลูกจ้างที่เป็นคนพิการ  โดยทั่วไป รายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการในการจ้างงาน เช่น อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะ นายจ้างสามารถนำค่าจ้างนั้นมาหักเป็นค่าเสื่อมราคาหรือค่าใช้จ่ายได้แล้วแต่กรณี ในกรณีที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบเสียค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ลูกจ้างเป็นเงิน 100,000 บาท ย่อมสามารถหักเป็นค่าเสื่อมราคาหรือถือเป็นรายจ่ายได้ 100,000 บาทอยู่แล้วตามปกติ

          
แต่เพื่อส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานพิการ มาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 499 พ.ศ. 2553 กำหนดว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ซึ่งได้จัดอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ(มาตรา 37) สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการดังกล่าวนั่นหมายความว่ารัฐบาล ได้ช่วยออกค่าใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการแก่ลูกจ้างพิการในรูปของประโยชน์ทางภาษี นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการเสียภาษีอัตราเท่าใด ก็ได้รับประโยชน์เท่ากับร้อยละของอัตราภาษีนั้น 

         
โดยทั่วไปห้างหุ้นส่วนบริษัทเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ย่อมหมายความว่ารัฐบาลได้ช่วยออกค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับลูกจ้างพิการในรูปภาษีร้อยละ 30 หาก ซึ่งนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการหรือเจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ได้เสียค่าใช้จ่ายสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ลูกจ้างพิการหรือจัดให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท รัฐบาลก็ช่วยออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย เป็นเงินจำนวน 100,000 × 30/100 = 30,000 บาท แสดงว่านายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจ่ายจริงเพียง 70,000 บาทเท่านั้น 

         
ค่าสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก 1 แสนบาท รัฐบาลช่วยจ่าย = 100,000 × 30/100= 30,000 บาท

         
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะได้รับก็ต่อเมื่อมีลูกจ้างที่มีบัตรประจำตัวคนพิการเข้าทำงานเท่านั้น

         
3. มีลูกจ้างพิการมากกว่าร้อยละ 60 ของลูกจ้างทั้งหมด- มาตรา 38 ของพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า นายจ้าง หรือ เจ้าของสถานประกอบการที่จ้างคนพิการเข้าทำงานมากกว่าร้อยละหกสิบของลูกจ้างในสถานประกอบการนั้น โดยมีระยะเวลาจ้างเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกำหนด

          ในกรณีนี้กรมสรรพากรต้องการให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้แก่กิจการ ซึ่งต้องใช้แรงงานจำนวนมาก จึงได้เสนอให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างแรงงานคนพิการเกินกว่าร้อยละ 60 มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนเพิ่มเติมอีกร้อยละหนึ่งร้อย ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คงจะออกเป็นกฎหมายโดยเร็ววัน นั่นหมายความว่านายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างแรงงานคนพิการเกินกว่าร้อยละ 60 มีสิทธินำค่าจ้างคนพิการมาหักเป็นรายจ่ายได้ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง กรณีที่จ้างคนพิการ 100,000 บาท/ คน/ ปี ก็มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 300,000 บาท/ คน/ ปี หากได้จ้างคนพิการเป็นจำนวนมากย่อมน่าเชื่อได้ว่านายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นจะไม่มีกำไรทางภาษีที่ต้องไปเสียภาษีแต่อย่างใด

         
4. สิทธิประโยชน์อื่น - มาตรา 39 วรรค 2 ของพ.ร.บ.พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า ในกรณีที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะพิจารณาให้สัมปทาน การส่งเสริมการลงทุน การประกาศเกียรติคุณ สินเชื่อ รางวัล เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใด แก่นายจ้าง หรือสถานประกอบการใด ให้นำข้อมูลที่ได้ประกาศตามวรรคหนึ่งมาประกอบการพิจารณาด้วย

         
นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการได้รับจากการจ้างลูกจ้างพิการแล้วนั้น ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการอาจได้รับตามาตรา 39 วรรค 2 ดังที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบันสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พ.ก.) ได้คัดเลือกนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ที่จ้างแรงงานคนพิการไว้เกินกว่าระบบสัดส่วนการจ้างงานกำหนด ให้ได้รับใบประกาศเกียรติคุณในวันที่ 3 ธันวาคม ของทุกปี โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มอบประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

         
ปัจจุบันนี้ พ.ก.อยู่ในระหว่างดำเนินการขอพระราชทานรางวัล ยิ้มสู้ให้แก่องค์กรเอกชนที่เชิดชูคุณค่าแห่งความเท่าเทียมกันของคนพิการ ซึ่งรวมถึงองค์กรเอกชนที่ได้จ้างงานคนพิการเป็นจำนวนมาก และจัดสวัสดิการให้แก่คนพิการได้อยู่อย่างบุคคลทั่วไปด้วย 

          ภาษี  =  (  เงินได้  -  ค่าใช้จ่าย  )  x  (อัตราภาษี  /  100)

         
ตัวอย่าง บริษัทใจดีมีรายได้จากการขายสินค้าเป็นจำนวนเงิน 20

           ล้านบาท มีลูกจ้าง1,000 คน ค่าแรงถัวเฉลี่ย 1 แสนบาท /คน / ปี มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมกันเป็นเงิน 90 ล้านบาท บริษัทใจดีเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 อยากทราบว่าบริษัทฯต้องจ้างแรงงานคนพิการกี่คน ถ้าไม่จ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นจำนวนเงินเท่าใด หากจ้างแรงงานคนพิการ บริษัทใจดีจะได้รับสิทธิประโยชน์ในทางภาษีเท่าใด

         
จากตัวอย่างข้างต้น บริษัทฯมีเงินได้ 200 ล้านบาท - ค่าแรง 100 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 90 ล้านบาท = มีกำไร 10 ล้านบาท  เสียภาษี = 10 ล. *30/100 = 3 ล้านบาท

         
1. กรณีที่ 1 หากบริษัทใจดีไม่จ้างงานคนพิการ  หากยึดตามมติคณะรัฐมนตรี นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการต้องจ้างคนพิการในสัดส่วนลูกจ้างทั่วไป 100 คนต่อลูกจ้างคนพิการ 1 คน ถ้าไม่จ้างต้องจ่ายเงินสมบทเข้ากองทุนจำนวนเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำสุดของประเทศคูณด้วย 365 วัน คูณด้วยจำนวนคนพิการที่ต้องจ้างบริษัทใจดีต้องจ้างแรงงานคนพิการ = 1,000/100 = 10 คน 

         
หากบริษัทฯไม่จ้างคนพิการเข้าทำงาน ก็มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นจำนวนเงินเท่ากับ ค่าแรงขั้นต่ำที่สุดของประเทศ 159 บาท คูณ 365 วัน คูณ 10 คน = 580,350 บาท นั่นหมายความว่าบริษัทใจดีจะต้องเสียภาษี 3 ล้านบาทและต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน 580,350 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 3,580,350 บาท (หมายเหตุ ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการร่างกฎหมาย กำหนดให้เงินที่จ่ายเข้ากองทุนได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีได้)

         
2. กรณีที่ 2 หากบริษัทใจดีจ้างคนพิการ - ถ้าบริษัทฯ จ้างคนพิการเข้าทำงาน 10 คน แทนการจ้างคนทั่วไป บริษัทใจดียังมีคนงาน 1,000 คน แทนที่จะถือเป็นรายจ่าย 100 ล้านบาท ก็สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ถึง 101 ล้านบาท (คนพิการ 10 คน ถือเป็นรายจ่ายเพิ่มได้อีกคนละ 1 แสนบาท)

         
ในทางภาษีทำให้บริษัทใจดีมีกำไร = 200 ล้านบาท – 101 ล้านบาท – 90 ล้านบาท = 9 ล้านบาท

         
คิดเป็นภาษีทีต้องเสียเท่ากับ 9 ล้านบาท * 30/100 = 2,700,000 บาท

         
3. เปรียบเทียบทั้งกรณี - เมื่อเปรียบเทียบกรณีที่บริษัทใจดีไม่จ้างคนพิการเข้าทำงาน ต้องเสียภาษีเต็มจำนวนและต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนถึง 580,350 บาท แต่ถ้าจ้างพิการเข้าทำงานจะทำให้เสียภาษีน้อยลงประมาณ 3 แสนบาทและไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน เท่ากับบริษัทใจดีประหยัดเงินทั้งหมด 880,350 บาท

         
4. กรณีที่ 3 กรณีที่บริษัทใจดีไม่ต้องเสียภาษีเลย - หากบริษัทใจดีจ้างคนพิการเข้าทำงานแทนคนทั่วไปเพียงแค่ 100 คน ไม่ต้องถึงร้อยละ 60 ของลูกจ้างทั้งหมด บริษัทใจดีก็ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด เนื่องจากการที่บริษัทสามารถนำเงินเดือนคนพิการมาเป็นรายจ่ายสองเท่า ทำให้บริษัทไม่มีกำไรทางภาษีมาคำนวนภาษี (หมายเหตุ หากบริษัทใจดีไม่ประสงค์จะจ่ายเงินเข้ากองทุนก็ต้องหาทางสร้างงานให้แก่คนพิการแทนการจ้างงานก็ได้ ตามมาตรา 35 ของพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาทิ การให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลื่ออื่นใดแก่คนพิการแทนหรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้) 

          นอกจากนั้น ผู้ดูแลคนพิการซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อในบัตรประจำตัวคนพิการยังสามารถลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ดูแลคนพิการคนละหกหมื่นบาท หากคนพิการนั้นเป็นผู้สูงอายุก็สามารถลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นได้อีกสามหมื่นบาท 

         
ปัจจุบันได้ออกอนุบัญญัติตามประมวลรัษฎากรเพิ่มเติม และได้รับการตรวจพิจารณาร่างจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ดังนี้ 

         
1. ร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้เป็นคนพิการและมีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีไม่เกินหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทในปีภาษีนั้น ซึ่งอัตราดังกล่าวเป็นอัตราเดียวกันกับภาษีผู้สูงอายุซึ่งมีอายุหกสิบห้าปีขึ้นไปจะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน 

         
2. ร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อยเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จัดให้คนพิการได้รับสิทธิตามมาตรา 20 (การแพทย์ การศึกษา การมีงานทำ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยี สวัสดิการสังคม กิจกรรม โครงการ บริการ ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต การอำนวยความสะดวกต่างๆ ) เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายแต่ไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนดังกล่าว โดยรวมในส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างคนพิการเข้าทำงานมากกว่าร้อยละหกสิบของลูกจ้างทั้งหมดและมีระยะเวลาจ้างเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน โดยยกเว้นเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว( 3 เท่าของค่าจ้าง) รวมทั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติมีมติเสนอกระทรวงการคลังให้การลดหย่อนภาษีในกรณีนายจ้างเลือกใช้วิธีการส่งเงินเข้ากองทุนเช่นเดียวกับการบริจาคเข้ากองทุนโดยสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน

         
ผมหวังว่า เมื่อเพื่อนๆ คนพิการ และญาติๆ ของคนพิการได้ทราบถึงกฏหมาย และสิทธิ์ ที่คนพิการพึงได้รับ และรู้จักที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์กับการสร้างโอกาสในการทำงานให้กับตัวคนพิการเอง สำหรับสถานประกอบการก็จะได้ทราบสิทธิประโยชน์ที่รับคนพิการเข้าทำงานอย่างแท้จริง

         
สิงที่อยากฝากคือ ถ้าคนพิการได้เข้าทำงานแล้ว ขอให้ตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน ใฝ่รู้ ไม่ละความพยายาม และพยายามทำงานให้มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคนพิการ ให้เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ส่วนสถานประกอบการ ผมอยากให้ศึกษา และเข้าใจความพิการของคนพิการด้วย เพราะถ้าเข้าใจแล้วก็จะมองออกว่า ลักษณะงานใดเหมาะกับคนพิการนั้นๆ ซึ่งก็จะทำให้คนพิการทำงานได้นาน ที่เหลืออยู่ที่ความมุ่งมั่นของคนพิการแล้ว อย่าได้ให้คนพิการรู้สึกว่า ที่ทำงานตำแหน่งนั้นไม่ได้เหมือนเจ้านายไม่เข้าใจความพิการ เช่น คนพิการไขสันหลัง ต้องมีลักษณะการนั่งที่ผ่อนคลาย ให้บริเวณกว้างหน่อย ให้ได้เหยียดขาได้ เพราะถ้านั่งท่านั่งนานๆ จะเกร็ง แล้วไปกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างมากมาย หรือถ้าเอาคนโปลิโอ มายืนถ่ายเอกสารก็คงไม่ทน เป็นต้นครับ

         
คนพิการมีแต้มต่อแล้วนะครับ มีกฏหมายเป็นตัวช่วย มีความเห็นอกเห็นใจเป็นตัวหนุน ที่เหลืออยู่ที่ตัวคนพิการเองแล้วนะครับ แสดงความสามารถออกมานะครับ……ขอบคุณครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

คุณปรีดา ลิ้มนนทกุล คนทุพพลภาพมืออาชีพ

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
หน่วยงานสนับสนุน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ
อยู่ในระหว่างการติดต่อ
อยู่ในระหว่างการติดต่อ
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional