< ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือ คลิกที่นี่ >
icare
ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้
  ลดโลกร้อน คุณก็ทำได้    

ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง
  ไม่คิดสั้น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง    

เตือนภัย ใกล้ตัว
  เตือนภัย ใกล้ตัว   

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง
  ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง    

ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย
  ท้องไม่พร้อม กับทางออกของสังคมไทย   

คนหาย เด็กหาย
  คนหาย เด็กหาย   

บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล
  บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ทางสร้างกุศล    

ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค
  ความพิการ ไม่ใช่อุปสรรค   

เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท
  เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท   

ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่
  ทุกข์ใจ มีปัญหา โทรปรึกษาที่นี่    

ภัยข่มขืน ต้องรู้ทัน เพื่อป้องกันตัวเอง

ส่องด้านมืด ..ป้องกันภัยข่มขืน

ประสบการณ์ผู้หญิงที่ ผ่านฝันร้ายภัยทางเพศ

 

 

ประสบการณ์ผู้หญิงที่ ผ่านฝันร้ายภัยทางเพศ (มูลนิธิเพื่อนหญิง)

         
หญิงผู้ให้อภัย

ภูมิหลัง

          “ร้อย” (นามสมมติ) หญิงสาวอายุ 18 ปี เธอเป็นคนจังหวัดระนอง ญาติพี่น้องทางพ่อเป็นคนจังหวัดระนองทั้งหมด แต่เธอไม่มีญาติทางแม่ เนื่องจากว่าพ่อแม่ของร้อยนั้น ได้พากันย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากกันอยู่ที่บ้านเกิดของพ่อนานแล้ว และเมื่อพ่อต้องมาเสียชีวิตไป ตั้งแต่เธออายุได้เพียง 8 เดือน แม่ของร้อยก็ได้จากเธอไป ทำให้สายใยระหว่างเธอกับญาติทางแม่ได้ขาดหายไปด้วย ดังนั้นเธอจึงเติบโตมาด้วยแวดล้อมของญาติทางพ่อ ซึ่งการที่แม่จากเธอไปนั้น ได้กลายเป็นปมในใจ ที่ยังคงเป็นจุดที่คอยสร้างแรงกระทบทางด้านจิตใจของเธออยู่ตลอดเวลา

         
บรรดาญาติๆ ทางพ่อของเธอได้ให้คำตอบในเรื่องดังกล่าวต่อเด็กน้อยที่ยังอ่อนต่อโลกอย่าง เธอตลอดเวลาว่า แม่ของร้อยเป็นคนไม่ดี จึงจากไปและปมเรื่องแม่นี่เอง ที่ทำให้ร้อยถูกตีตราเหมารวมไปด้วยว่าเป็นคนไม่ดี ราวกับว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ ไม่ว่าร้อยจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร เป็นฝ่ายที่ถูกกระทำรุนแรงอย่างไรบ้าง

         
ร้อยเล่าให้ผู้เขียนฟังด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้ม แต่บางครั้งกลับหลบหน้า เมื่อกล่าวถึงเรื่องแม่ และกลับมายิ้มขึ้นใหม่อีกครั้ง เมื่อเธอตั้งสติได้ ท่าทีเหล่านี้ของเธอเป็นจุดที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าร้อยเป็นเด็กวัยรุ่นคน หนึ่งที่เข้าใจสังคม โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตของเธอเอง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม

         
ร้อย...เธอคือหญิงสาวที่พยายามเรียงร้อยคำพูดเป็นร้อย เป็นพันคำ เพื่อเรียกคืนสติของผู้กระทำให้กลับคืนมา

         
มันเป็นแบบนี้มานานแล้วพี่ มันเกิดมา มันก็รู้ว่า เราเรียกปู่และย่าว่า พ่อแม่ตลอด พออายุได้ 4 ปี เราก็รู้ว่า มีคนพูดแล้วว่า นี่ไม่ใช่พ่อแม่หนูนะ เหมือนกับว่าเราไม่ใช่หลาน ทำไมเขาต้องตอกย้ำตลอดเวลา ทำไมเขาไม่ปล่อยให้เรื่องมันแล้วไป ต่อไปเราต้องมีพัฒนาการ เราต้องรู้ด้วยตัวของเราเอง ว่าเออทำไมพ่อแม่คนอื่นยังหนุ่ม ทำไมพ่อแม่เราถึงแก่อย่างโน้น อย่างนี้ เราต้องเติบโต จนปัจจุบันยังไม่รู้เลยว่า หน้าแม่เป็นอย่างไร แล้วก็ไม่รู้เลยว่า ตอนนี้แม่มีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะว่าวงจรชีวิตเราไม่มีแม่ตั้งนานแล้ว

         
จำได้ว่า ย่าเคยเล่าให้ฟังว่า ขนาดเราเป็นลูกคนแรก นมแม่ยังไม่ได้กินเลย ย่าก็ถามว่า คิดดูเอาเองเถอะ แม่ทุกคนนะ เขาต้องให้นมลูกคนแรก ถามว่าทำไมถึงไม่ให้นมลูกคนแรก ไปเจอญาติวันนั้น ย่าบอกว่า นี่ญาติฝั่งแม่ เราก็ถามว่าแม่หนูเป็นอย่างไรเหรอ แม่หนูมีครอบครัวใหม่หรือยัง ประโยคแรกที่ถาม เลี้ยงลูกให้กินนมตัวเองไหม ป้าก็บอกว่าให้กิน ให้กินจนเข้าอนุบาล เราก็คิดว่าเราก็เป็นลูกคนแรกของแม่นะ ทำไมถึงไม่ได้กินนมแม่   ก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน

         
ไม่จำเป็นต้องมาตอกย้ำว่า แม่หนูสำส่อน บางทีมันไม่ใช่สำส่อนหรอก คนเรามันเดินไม่เหมือนกัน บางทีชีวิตตอนนี้แม่หนูไม่มีหัวหน้าครอบครัวจึงอยู่ไม่ได้  เขาก็ไปหาหัวหน้าครอบครัวใหม่เพื่อให้เขาอยู่รอด แต่คนรอบข้างไม่คิดอย่างนั้น คิดว่าแม่หนูเป็นผู้หญิงไม่ดี คิดว่าหนูต้องเป็นเหมือนแม่ แล้วหนูก็ได้รับคำดูถูกมาตลอด ตั้งแต่ ป.1 เขาดูถูกว่าหนูต้องมีพฤติกรรมที่ไม่ดีเหมือนแม่  โดยที่เขาไม่รู้เหตุผลของแม่หนูเลย ว่าที่แม่ต้องไปเพราะอะไร

         
ถึงแม้ว่าเธอจะประสบกับปัญหาครอบครัว แต่ว่าร้อยก็สามารถดำเนินชีวิตมาได้ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่สิ่งที่เธอยอมรับได้ ก็คือ  สุขทุกข์ที่เกิดขึ้น เธอมีส่วนในสิ่งที่เกิดขึ้น

         
แต่ว่าถ้าเป็นทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เธอทำขึ้น ทุกข์นั้นเธอจะแก้ไขอย่างไร

ชีวิตนักศึกษากับการฝึกงาน

          ร้อยกับเพื่อนนักศึกษาฝึกงานหลายคน  ได้ถูกส่งตัวไปฝึกงาน ณ อำเภอแห่งหนึ่งทางภาคใต้  ช่วงที่ไปฝึกนั้นเมื่ออยู่ในที่ทำงาน ใครใช้อะไรก็จะทำ  แม้แต่วันเสาร์ก็ต้องทำงานเพราะจะต้องให้บริการประชาชน

         
เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นหลังจากฝึกงานได้ 1 เดือน  ด้วยความเกรงใจปลัดอำเภอเพราะเขาให้โอกาสเธอในการเรียนรู้ และแนะนำงานของอำเภอ รวมทั้งให้โอกาสเพื่อนๆ ของร้อยได้ฝึกงานที่นี่ หลังจากทำงานช่วงเช้าเสร็จ   ช่วงเที่ยงของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547  ปลัดชวนร้อยไปรับประทานอาหารเที่ยง   ด้วยความเกรงใจ  เพราะว่าเขาเป็นถึงปลัดอำเภอมีหน้าที่การงานที่คนทั่วไปนับถือ  ให้ความเคารพ   และร้อยก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง    เธอไม่มีข้ออ้างอะไรเลยที่จะปฏิเสธน้ำใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเธอ

ร้อยเล่ห์มารยาชาย

          บ่ายของวันนั้นปลัดออกอุบาย ชวนร้อยไปนั่งรถเล่นที่ริมทะเล พอนั่งรถไปได้ชั่วครู่ เขาบอกว่า ลืมแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือไว้ที่ห้องพัก   จะต้องกลับไปเอาก่อน  เพราะช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งต้องเตรียมงาน หากมีใครโทรศัพท์ติดต่อมาจะได้ติดต่อได้

         
เขาขับรถกลับมาที่พักของเขา และชวนร้อยขึ้นไปด้วย ร้อยสังเกตดู ก็เห็นว่าขณะที่เขาพาขึ้นไปแทบจะไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นเลย มีอยู่ห้องหนึ่งที่มีคนเข้าไป แล้วก็ปิดประตูเงียบ ในตอนนั้นร้อยคิดว่า คงไม่มีใครมาเคาะประตูแล้วช่วยเธอ   แม้ว่าเธอจะตะโกนอย่างไร เพราะว่าคนอื่นคงจะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเขา

         
เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องแล้ว ปลัดพยายามปลุกปล้ำร้อย และทำร้ายเมื่อเธอขัดขืน เขาถอดเสื้อผ้าของเขาออก และใช้กำลังถอดเสื้อผ้าของร้อยจนสำเร็จ เธอพยายามหาคำพูดที่จะทำให้รอดพ้นจากการข่มขืน เธอพูดในขณะที่ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้น

         
ปลัดมีลูกแล้วนะ ตอนนี้ลูกปลัดเหมือนผ้าขาวมากเลย ปลัดทำอย่างนี้ปลัดไม่ได้เปื้อนคนเดียว เก้าอี้ที่ปลัดนั่งแวววาว นั่นก็เปื้อน เก้าอี้ปลัดร้อนนะ หนูไม่บอกใครก็ได้ ตอนนั้นยอมหมดทุกอย่าง จะให้หนูทำอะไรก็ทำนะ จะให้หนูกราบก็กราบนะ หนูจะปิดปากเงียบ พอพูดถึงเรื่องลูก หนูก็เหมือนลูกปลัดนะ  เขาก็เงียบไป แล้วก็ให้เราไปแต่งตัว

ความรู้สึกที่สวนทาง

          แต่ว่าตอนนั้นจะให้หนูทำอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ให้หนูรอดออกมา จะให้หนูกราบ หนูไหว้ ให้หนูกอดให้หนูทำอะไรก็ได้ให้หนูรอดออกมา ขออย่างเดียวอย่าทำอะไร จะให้ทำอะไรก็ได้ จะให้กอดอย่างไร แต่คิดเสมอว่า ขอให้รอดออกไปนะ เราพูดอะไรไม่ถูก แต่คิดอยู่ในใจอย่างเดียวว่า ถ้าวันนั้นเราไม่รอดทางเดียว คือว่าเราต้องตายแน่ๆ มันรับไม่ได้

สิ่งที่ตัดสินใจแจ้งความ

          ตอนแรกก็จะไม่เอาเรื่องนะพี่ แต่ว่าแผลเราตอนแรกมันก็ไม่เขียว แต่พอมานอนตอนกลางคืนเก็บของ เราก็มานั่งคิด เพราะว่าแผลมันเริ่มเขียว ก็นั่งคิดว่าเราโดนอะไร เราโดนเข่านะ เราโดนทำร้าย ต้องไหว้เขานะ เราไปขอชีวิตมันนะ ทำไมไม่ให้มันมาขอชีวิตของมันกับเรา ก็นั่งคิดเมื่อคิดได้ ก็ต้องสู้ ต้องสู้ บางคนก็ว่า จะสู้ทำไมละ เรามีแค่สิบนิ้วจะสู้อะไรเขาได้ เขามีตำแหน่งใหญ่โต  ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก แต่ก็คิดว่า ต้องสู้ สู้เพื่อศักดิ์ศรีของเราเอง ถ้าหากว่าวันนี้เราไม่สู้แล้วเขายังไม่ได้เรา วันหลังเขาก็ต้องมาทำร้ายเราอีก มันต้องเวียนมาหาเราอีก เพราะเราเงียบ เราไม่สู้เหมือนกับว่าเราเล่นด้วย

         
ไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรก็ได้ อย่างนักศึกษาพามันไปซื้อของหน่อย พามันไปเที่ยวแล้ว มันก็เคลิ้มตาม มันก็ไม่เหมือนกันทุกคนนั่นแหละ ถ้าไม่มีลูกนะ ยังติดคำว่าลูกคำเดียวเท่านั้นแหละ ยังคิดถึงทุกวันนี้ นี่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ใจอ่อนซักนิดนะ ทำไมเราไม่ลองสู้ถึงศาลให้คนเขารู้เลยว่า เราสู้นะ เราติดคำว่าลูกคำเดียว (หมายถึงลูกของปลัด ซึ่งร้อยรู้สึกว่า เด็กไม่ได้ผิดและไม่ควรรับรู้  จึงคิดให้โอกาส) เพราะว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะว่าเรามาจากที่เราไม่รู้เหมือนกัน เขาก็มาจากสิ่งที่ไม่รู้เหมือนกัน เราไม่อยากทำลายเขา

         
ร้อยพยายามต่อสู้ สิ่งเดียวที่เป็นอาวุธของเธอ ก็คือ สติ เธอยังมีสติได้ แม้ว่าร่างกายของเธอจะเปลือยเปล่าไม่มีเสื้อผ้าห่อหุ้มแม้สักชิ้น แต่สิ่งที่สำคัญคือ  แม้ว่าเธอจะมีสติเพียงอย่างไร ถ้าหากว่าผู้กระทำไม่สามารถเรียกคืนสติของตนเองได้   คำพูดร้อยพันก็ไม่สามารถแก้ไขได้   แต่สิ่งที่สะท้อนให้ร้อยได้รับรู้อีกสิ่งหนึ่ง คือ แม้ว่าเธอจะรอดพ้นจากความรุนแรงทางเพศ จากการถูกข่มขืนกระทำชำเรา แต่ว่าเธอยังได้รับความรุนแรงระรอกสอง นั่นก็คือ หลังจากนั้น 1 วัน เมื่อเธอได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดี และสื่อได้ลงเหตุการณ์ของเธอในหนังสือพิมพ์ ความรุนแรงอันเกิดจากอคติทางเพศ  ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติกับเธอ และเลือกที่จะรับฟังคำพูดของฝ่ายผู้กระทำ มากกว่าคำพูดของผู้ถูกกระทำ

         
เหตุการณ์ในวันนั้นเธอไม่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา  แต่ว่าแรงกระทบจากคำพูดของปลัดอำเภอที่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ทำให้หลาย คนในโรงเรียนทราบ เพื่อนและครอบครัวของเธอก็เชื่อตามคำพูดของปลัดอำเภอคนนี้ ทั้ง ๆ ที่คำพูดที่ปลัดอำเภอพูดออกมานั้น เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด

         
ร้อยแจ้งความก่อน จากนั้นก็มีข่าวตามมา ตอนรุ่งเช้าก็มีข่าวลงทั้งวิทยุ และหนังสือพิมพ์ มีเพื่อนมาหาที่บ้าน ตอนนั้นเธอก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ตัวเองตกเป็นข่าว 

         
เราไม่รู้เลยว่าเขาเขียนว่าอย่างไร เราไม่รู้เลย (ตอนที่ร้อยไปแจ้งความนั้นมีนักข่าวที่สถานีตำรวจประจำอยู่แล้ว) เรื่องกำลังใจที่ได้รับกลับมา มันก็ได้กลับมาบ้าง มันก็ลบกันได้ เราสูญเสียอะไรไปก็ได้ แต่ได้ความรักจากย่าอย่างเดียว จะเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปก็ไม่เป็นไร ถึงแม้หนูจะเสียสมบัติ อะไรหลายอย่าง แต่ไม่อยากให้ย่าไม่รัก ร้อยยอมเสียทรัพย์สมบัติทุกอย่าง แต่คนที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เขารู้ว่าเราเป็นอะไร รู้ว่าเราคิดอะไร อย่างเช่นวันนี้เราใส่เสื้อสายเดี่ยว คนอื่นต้องคิดว่าต้องแรดแน่เลย คนเรามันก็มีได้หลายแบบ เมื่อก่อนตัดสินคนที่การแต่งตัวได้ เมื่อก่อนเราใส่เสื้อ ใส่กางเกงขาสั้นไป คนอาจจะคิดว่าเรายั่ว แต่ว่าเราไม่ใช่  เราก็แต่งของเรา คนรอบข้างอาจจะมองก็ไม่เป็นไร อย่าวัดค่าคนที่การแต่งตัวให้มากนัก คนสายเดี่ยวก็จริง เกาะอกก็จริง แต่ว่าคนทุกคนต้องมีอะไรดี คงต้องมีอะไรดีบ้างแหละ

กำลังใจในการต่อสู้

          น้าทั้งสอง (น้าไพศาลและน้าอ้อย)  เขาก็ไม่ใช่ญาติเรา มาช่วยเราให้กำลังใจเรา เขาเข้ามาช่วงที่เราถูกไล่ออกจากบ้าน ตอนนั้นยังไม่แจ้งความ เราจะบอกน้าทั้งสอง ย่ามารู้ตอนที่น้าทั้งสองบอก น้าเล่าให้ย่าฟัง เอาหนังสือพิมพ์ทุกเล่มมาให้ย่าอ่าน แล้วก็บอกว่า ไม่ต้องถามอะไรอีกแล้วนะ นี่คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับหลานคนนี้ ถ้ามันเหลวแหลกมากนะ ถ้าเห็นว่าหนูไปให้ท่าเขา ก็ไม่เป็นไร ก็คิดว่าเราไม่ใช่ญาติกัน หนูก็สู้ของหนูเอง

         
เมื่อถูกไล่ออกจากบ้าน ก็เลยโทรศัพท์ไปบอกน้าไพศาลกับน้าอ้อย เพราะนับถือเขาเป็นน้า บอกเขาว่าหนูถูกอาไล่ออกจากบ้านนะ น้าก็พามาอยู่ที่บ้านของน้าทั้งสอง ให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่น ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้ว่าบ้านเป็นอย่างไร ให้รู้ว่าความรักที่พ่อแม่ให้เป็นอย่างไร เขาน่ารักเอาใจใส่เรา เขามีลูกชายแต่ไม่ค่อยอยู่บ้าน จะไปไหนเราก็ไปกันสามคน มันรู้สึกอบอุ่น มันรู้สึกเหมือนกับว่า เขาก็อยากให้เราเรียกเขาว่าพ่อ ว่าแม่ แต่ว่าในความรู้สึกเรานั้นเรามีพ่อ แม่อยู่ในใจแล้ว เขาอยากจะช่วยเราเต็มที่ เขาให้เราหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เราอยากได้อะไรเขาก็ให้

         
ร้อยบอกว่าน้าได้ให้กำลังใจเธอว่า นี่นะคนที่เขาเป็นผู้หญิงขายตัวนะ เขาโดนมาเยอะกว่าหนู บางคนถูกรุมโทรมแต่ว่าเขาทำอะไรไม่ได้ ต้องเดินแบบนั้นตลอด หนูต้องสู้นะ

ทัศนคติต่อปัญหา

          บางคนอาจจะพูดว่า ไม่ใช่หรอก ทำไมไม่อยู่กับปลัด เงินดี ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าเราคิดอะไร ก็เลยไม่จำเป็นว่าต้องเล่าอะไรให้เขาฟัง ก็เลยไม่เล่าให้ใครฟัง บางทีตอนนั้นตัดสินใจเองเลย ชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรแล้วนี่ ชื่อเสียงก็ลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไปแล้วนี่ รู้กันทั้งประเทศแล้ว ว่าเป็นอย่างไร ใครพูดอะไรก็เก็บตลอด แล้วก็เหมือนกับว่าเราพูดอะไรไม่ได้ จะเถียงอย่างไร ก็เถียงไม่ได้ เพราะสถานการณ์ คือว่าไม่มีใครเห็น เขาจะรู้ไหมว่า เราสู้อย่างไร เราก็พูดไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องประหลาดมาก ที่เราโดนแบบนั้นแล้ว เราจะรอดออกมาได้ มันน้อยมากที่เราจะรอดออกมา  มันเหลือเชื่อจริงๆร้อยกล่าวด้วยความรู้สึกอันยากที่จะบรรยาย

ผลกระทบหลังเกิดเหตุ

          ผลกระทบต่อจิตใจ

         
ร้อยบอกผู้เขียนว่า เธอคิดอยู่เสมอว่าแม่จะรักเธอหรือไม่ หากรู้ว่าลูกต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เธอสรุปเอาเองว่าแม่คงจะรับไม่ได้ เพราะขนาดญาติพี่น้องยังปลีกตัวออกห่าง โดยขณะที่เธอมาเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ยังไม่เคยได้รับการติดต่อจากญาติทางบ้านเลย

         
ที่บ้านเขาพูดว่า  ออกไปจากบ้านชีวิตแกก็ต้องเหมือนแม่ มีลูกมีผัวก็ต้องทิ้ง ทำไมนะ ทำไมถึงต้องตีตรา  ว่าเราจะไปทางไหน ถึงกับขีดเส้นตรงให้กับเราเลย ยังไม่รู้เลยว่า ทางแยกทางซ้ายทางขวาจะเป็นอย่างไร ยังไม่รู้เลย บางคนคิดว่าตอนนี้เป็นคุณหนูไฮโซเลยนะ ตอนนั้นเราก็ไม่คิด ว่าเขาด่าเราหรอกนะ ยิ่งตอนนั้นเราอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเล่ม รู้สึกจะมีนามสมมติว่า น้องโส แต่มีเพื่อนอยู่กลุ่มหนึ่ง เขามาบอกว่า ไม่มีชื่ออื่นหรือ ทำไมต้องใช้ชื่อน้องโส ไม่กลัวคนอื่นเขาจะอ่านว่าเป็น โสเภณีหรือไง

         
ร้อยบอกว่า เธออ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ก็เห็นเขียนคำว่า น้องโส กันทั้งนั้น พอลองไปสืบมาจากอาจารย์ที่เป็นฝ่ายปกครองของมหาวิทยาลัย ก็เหมือนกับว่า คนรอบข้างไม่มีใครช่วยเธอเลย

          “ยังดีที่ได้ที่นี่ (มูลนิธิเพื่อนหญิง) แล้วก็ได้บ้านน้า สองแห่งเท่านั้นที่ทำให้เราได้กำลังใจขึ้นมา ไม่อย่างนั้นไม่ไหวนะ เราคงคิดฆ่าตัวตายเธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความร้าวรานใจ

         
ต่อสภาวะครอบครัวของสตรี

         
บางทีก็พูดว่าไอ้ลูกแม่สำส่อนร้อยบอก ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ ว่าแม่ของเธอมีความเป็นมาอย่างไร ช่วงที่เรียนอยู่ประมาณ ป.5-ป.6 เธอเคยถามย่า เนื่องจากตอนนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกสับสนแล้ว ว่าคนนี้ก็ต้องเรียกแม่ อีกคนก็ต้องเรียกแม่ สงสัยว่าทำไมคนอื่นเขามีแม่แค่คนเดียว แต่เธอกลับมีสองคน (แม่จริง ๆ กับย่า)

          
ก็ถามย่า บอกย่าว่าเล่ามาเถอะ ย่าก็เล่าให้ฟังว่า แม่หนูนี่จากหนูไปตั้งแต่ยังเล็ก ยังแบเบาะมากเลย  ตอนนั้นก็โกรธเกลียดญาติๆ ฝ่ายแม่ จนไม่มองหน้าเลย พอโตขึ้นก็เริ่มรู้แล้วว่า คนเรามีทางเดินไม่เหมือนกัน เราเริ่มรู้แล้วเราก็เดินคนละแบบ อย่างเรา เราไม่มีแม่ทรมานสุดๆ แล้วเหมือนกับว่า ย่าจะยกสมบัติให้เรา ก็บอกว่าเราไม่เอาสมบัติซักอย่าง เราเกิดมา ก็มีแต่ตัว เพราะว่าเราตายแล้ว เราก็เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง เอาเงินเผาไปกับเราก็ไม่ได้ เอาที่ตรงนี้เผาไปกับเราก็ไม่ได้ ก็เลยบอกว่าหนูมาแบบนี้ เสื้อผ้าก็ไม่มีตอนมา ย่าไม่ต้องให้อะไรหรอก สมบัติทุกชิ้น หนูจะไม่เเตะ หนูจะสร้างของหนูเองทุกอย่าง

         
เธอพูดถึงความรู้สึกของเธออีกว่า เราสบาย อิ่มกาย วันนี้อยู่ได้แล้ว อยู่กับเพื่อน แม้ว่าจะไม่มีอะไรกิน ก็อยู่ได้ อยู่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียว ก็อยู่ได้ แต่ก่อนมีน้าที่ไม่ใช่ญาติแท้ๆ ของเรา แต่เขาเข้าใจเรา แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว กลับไป ก็เข้าไปกราบน้า นี่คือชีวิตใหม่ที่ให้หนู นี่คือหนูเกิดใหม่ แต่ไม่จำเป็นที่ต้องเลี้ยงหนูทั้งชีวิต เพราะว่าเราไม่ได้เป็นสายโลหิตอะไรกับเขาเลย แต่ว่าเขาต้องมาดูแลเรา น้าบอกว่าให้หนูเปลี่ยนนามสกุลมาเป็นลูกเขาเลย ถ้าหนูรักสบายนะ หนูจะสบายแบบใครอิจฉาเลยละ แต่หนูไม่เอา

อยู่กับความจริงอย่างมีสติ 

          ร้อยยอมรับได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเงินทอง ที่เธอไม่ได้ต้องพึ่งพาทางบ้าน แต่พึ่งตนเองทั้งการเงิน รวมถึงด้านจิตใจด้วย เธอไม่สนใจกับความคิดของคนรอบข้าง ที่จะตั้งคำถามกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเธอมีคำตอบ

         
เมื่อเขาถามหาปลัด หนูก็ตอบไปว่าเขาก็อยู่ของเขา

         
การเผชิญปัญหา

         
ร้อยคิดอยู่เสมอว่า ตัวเองต้องให้โอกาสกับตัวเอง หากมีภาวะความเครียด เธอก็ต้องพยายามยิ้ม เพราะเธอเชื่อว่า เธอจะได้รับสิ่งดีๆ ตอบกลับมา รวมถึงการไม่ปิดกั้นสิ่งดีๆ ที่จะให้คนอื่น และที่คนอื่นจะหยิบยื่นมาให้ด้วย ด้วยความคิดเช่นนี้ ทำให้ร้อยดูแตกต่างกับผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราหลายคน ที่มักจะมองทุกอย่างเป็นแง่ลบ และไม่ไว้วางใจใครทุกคน ซึ่งวิธีคิดเช่นนั้น จะเป็นตัวบ่อนทำลายผู้หญิงคนนั้นเอง เนื่องจากจะทำให้ไม่สามารถจัดการกับความคิดของตนเองได้

เรียนรู้และเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น

          ร้อยบอกกับผู้เขียน โดยเอากรณีของตัวเองเปรียบเทียบกับกรณีของน้องแนท (ที่ถ่ายวีซีดีโป๊) ว่า คิดว่าตัวเองยังมีโอกาสที่จะถอนตัวออกมา แต่คนบางคนไม่สามารถที่จะถอนตัวออกมาได้

เพียงแต่มีเพื่อนและความเข้าใจ

          เป็นเด็กกำพร้าก็เป็นแล้ว พ่อก็ตาย มีแม่ก็เหมือนไม่มี รวยก็ไม่รวย เกือบจะถูกข่มขืนก็เจอแล้ว โดนไล่ออกจากบ้านก็เจอแล้ว ออกหนังสือพิมพ์คนรู้ทั้งจังหวัดก็เคยเจอแล้ว ชีวิตนี้จะเจออะไรอีก หนูก็เพิ่งอายุ 18 ปีเอง ต่อไปหนูไม่คิดมากแล้วค่ะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดผู้เขียนได้ฟังประโยคนี้จากเธอ เมื่อได้เจอกันเป็นครั้งที่ 5 โดยทุกครั้ง เธอสามารถเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอได้

         
ร้อยได้มีโอกาสเข้ากระบวนการกลุ่มสนับสนุน เป็นวิทยากรและเป็นอาสาสมัครในการรวบรวมข้อมูล เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้อย 

         
มาครั้งนี้ร้อยบอกว่า เธอเพิ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง ด้วยคำถามก่อนที่จะเล่าว่า หากฉันเล่าไปแล้ว เธอจะรับได้หรือ เพื่อนร้อยทั้ง 4 ก็ตอบว่า เราเป็นเพื่อนกันนะ แล้วเธอก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนเธอฟัง

         
ฟังนะ ฟังไว้เป็นอุทาหรณ์ หากเธอไม่เจอ ก็ดีไปเธอเริ่ม จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอให้เพื่อนฟัง      มันก็เล่าไม่ถูกเหมือนกันนะ ไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไร นี่นะ ฉันผ่านเหตุการณ์ที่ปลัดจะข่มขืนฉัน เพื่อนก็ถามว่าทำไมไม่เล่าให้มันฟัง จะเล่าให้ฟังอย่างไรละ จะเริ่มอย่างไร ยิ่งพวกมันถามซอกแซก โอ๊ยไม่ต้องหรอก เอาแค่พื้น ๆ มันถามว่า แกรอดมาได้อย่างไรละ ก็เล่าให้มันฟังนะ เพื่อนก็บอกว่าดีแล้ว เราก็ถามเพื่อนว่า ไม่รังเกียจหรือ เพราะว่าเพื่อนเก่าที่รู้เรื่องของเรา เขาหายไปจากวงจรชีวิตเราเลย เขาไม่โทรศัพท์มา เหมือนเขาไม่รับรู้เราเป็นอย่างไร

         
นี่คือเพื่อนใหม่หมดเลย เขารักเรามากกว่าเพื่อนเก่า เอาใจเรา มีเรื่องอะไรก็ปรึกษากันหมดทุกเรื่อง ไม่เหมือนเพื่อนคนนั้น คือ เขาไม่มาสนใจเรา เราไม่สนใจเขา ก็ถามว่า ไม่คิดเหมือนคนอื่นเหรอว่า จะรอดไหม มันก็บอกว่า เชื่อในความเป็นเพื่อน เชื่อว่าแกรอด เราก็บอกว่า รอดอยู่แล้ว เชื่อ  รอดไม่รอดก็เพื่อนกัน ถึงแกจะไม่รอดแกก็เพื่อนกันแล้ว ก็ดี นี่เพื่อนนะ

         
หากจะถามว่า การรับฟังและเข้าใจคืออะไร อาจจะตอบได้ว่า การรับฟัง ก็คือการฟังอย่างไม่มีอคติ ไม่คิดในใจ ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่แสดงท่าทีหรือคำถามที่ไม่เชื่อ เช่น จริงหรือ” “ทำไมแกไม่ดิ้นล่ะเพราะคำถามเหล่านี้ ทำให้ผู้หญิงที่เขาผ่านพ้นเหตุการณ์มา จะไม่มั่นใจที่จะเล่าให้ฟัง และผู้ที่ตั้งคำถามเช่นนั้นก็เป็นการทำลายความมั่นใจในตัวของผู้หญิงคนนั้น ด้วย

         
ขณะที่การรับฟังอย่างเข้าใจ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจให้แก่ผู้ผ่านพ้น โดยเริ่มจากภายในจิตใจ และองค์ประกอบครอบครัว ชุมชน สังคมของผู้หญิง เพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์

         
จะทุกข์จะสุขได้หมด บางทีร้องไห้ก็มี นั่งอยู่ที่ห้องเพื่อนนั่งดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับวันแม่ เราอยากจะเป็นอย่างนั้นนะ อยากมีแม่ กลับมาถึงเราก็ร้องไห้ เพื่อนก็กลับมาถามว่า ทำไมถึงร้องไห้ เราก็บอกว่า เปล่าหรอก อยากเป็นแบบนั้นนะ อยากมีแม่ มันก็สบายใจ เล่าให้เพื่อนฟังได้ทุกอย่าง ก็ดีขึ้นเยอะเลยเธอเล่าให้เพื่อนฟังถึงจิตใจอันบอบช้ำของเธอ

แม้เป็นเด็กแต่เธอมีศักดิ์ศรี

          เด็กผู้หญิงในวัย 18 ปี อย่างเช่นร้อย แม้ว่าเธอจะมีความเข้าใจในเหตุผลของการจากไปของแม่ แต่ว่าหากนั่นเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากเธอ เธอไม่ได้มีความผิดอะไรด้วย แต่ว่าทุกคนรอบข้างกลับทำกับเธอ ราวกับว่าเธอมีความผิด  ทั้งญาติที่ตีคุณค่าของหลานเพียงความบริสุทธิ์ทางเพศ  อาจารย์ที่เชื่อถือภาพของความเป็นข้าราชการของปลัดอำเภอมากกว่าลูกศิษย์ที่ ตัวเองสอนมากับมือ

         
แม้ว่าเธอจะพยายามบอกทุกคนว่าเธอถูกกระทำ และยืนยันความจริงด้วยการแจ้งความดำเนินคดี แต่ปลัดอำเภอก็มีข้อแก้ตัวว่า การที่เธอมาแจ้งความดำเนินคดี ก็เพราะต้องการเงิน 

         
คำพูดของปลัดอำเภอเพียงคนเดียว ส่งผลกระทบให้ชีวิตของเธอต้องพลิกผัน เธอถูกอาไล่ออกจากบ้าน  เพื่อนๆ ที่โรงเรียนต่างก็มองเธอ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปและไม่เป็นมิตรกับเธอ

         
แต่ว่าสังคมที่ดูจะโหดร้าย ก็ยังมีสิ่งที่ดีซ่อนอยู่ ร้อยยังมีอีกครอบครัวหนึ่งที่คอยดูแล ช่วยเยียวยาจิตใจ คอยพูดคุยให้กำลังใจ ทุกครั้งและทุกเวลาที่ร้อยได้รับแรงกระทบทางด้านจิตใจ   

คนทำผิดต้องถูกลงโทษ

          ขณะที่ในด้านสังคม ก็ต้องมีคนที่จะคอยกำจัดบุคคลที่ใช้อำนาจคุกคามทำร้ายคนอื่นด้วยเช่นกัน การที่ปลัดอำเภอได้รับการสอบสวนทางวินัยในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เขาถูกย้ายที่ทำงาน

         
ในด้านของความเป็นมนุษย์ ทุกคนล้วนมีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี หากปรับตัวได้ด้วยเนื้อแท้จริงๆ  สังคมพร้อมที่จะให้อภัย  ไม่ใช่เพียงเพราะความกลัว ว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจ

         
ในระหว่างที่ร้อยยืนยันดำเนินคดี ปลัดได้ติดต่อขอเจรจาพูดคุยกับญาติของร้อย ขอความเห็นใจแก่ลูกของเขาซึ่งเพิ่งคลอด ทำให้ญาติของร้อยและร้อยเกิดความเห็นใจ และยินยอมให้ปลัดกราบขอขมาต่อย่าและร้อย เพราะร้อยบอกว่าปลัดทำผิดต่อร้อย ปลัดต้องกราบร้อยด้วยถึงจะถูกต้อง   เมื่อร้อยย้ำว่าปลัดต้องกราบเธอด้วย ปลัดอำเภอจึงต้องก้มลงกราบขอขมาต่อร้อย  ร้อยซ่อนรอยยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ   รำพึงกับตนเองว่า  นี่คือศักดิ์ศรี

         
อีกด้านหนึ่งผู้หญิงที่ถูกกระทำและสูญเสียความเชื่อมั่น ที่จะดำเนินชีวิตต่อไป สังคมควรจะต้องหนุนเสริมให้เธอมีความมั่นใจกลับคืนมา และช่วยให้เธอได้ฟื้นพลังใจกลับมาอีกครั้งด้วย  

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

icare
สิ่งที่ Kapook iCare ตั้งใจทำ

1. Kapook iCare ยินดีร่วมนำเสนอบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ของเรื่องราวดี ๆ ที่คุณต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้งลิงค์กลับไปยังเจ้าของเครื่อง

2. Kapook iCare ยินดีเป็นสื่อกลางในการระดม ความช่วยเหลือ สำหรับทุก ๆ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน เช่น การบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ หรือเด็กหาย

3. Kapook iCare ยินดีช่วยประชาสัมพันธ์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดี ๆ และเป็นศูนย์รวมของทุก ๆ ความช่วยเหลือในสังคม
กิจกรรม iCare
Kapook icare ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการดีๆ และเป็นศูนย์รวม ของทุกๆความช่วยเหลือในสังคม

ติดต่อส่งโครงการได้ที่ โทรศัพท์ 0-2911-0915
แนวทางปฏิบัติทางกฎหมาย
แนวทางปฏิบัติ ในคดีข่มขืน
หน่วยงานที่ยินดีให้คำปรึกษา และช่วยเหลือ
ปรึกษา และขอคำแนะนำ
ปรึกษา และขอคำแนะนำ
ติดต่อ “Kapook iCare” เพื่อร่วมส่งเรื่องดี ๆ เผยแพร่บทความที่มีประโยชน์, ประกาศขอความช่วยเหลือ ได้ที่…
โทรศัพท์ 0-2911-0915 หรือ e-mail : icare@kapook.com

คำสืบค้นประจำวัน:  ecard | facebook | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | scribble | webband | twitter | imeem | blackberry |
Kapook iCare ที่ที่เชื่อมเรื่องราว ความรู้สึกดีๆ ความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมกำลังใจมากมาย เพื่อใครหลายคนที่คุณและเรา "แคร์" || © CopyRight 2008 www.kapook.com       Valid XHTML 1.0 Transitional